ThaiEnglish

บทสัมภาษณ์มูราคามิเกี่ยวกับ "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง"

พลพรรคสำนักพิมพ์กำมะหยี่สรรหาบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับ "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" บันทึกของนักเขียนและนักวิ่ง ฮารูกิ มูราคามิ มาฝากแฟนๆ คลิกไปอ่านได้ --> ที่นี่ ค่ะ


 

จากกำหนดเดิมที่เราวางไว้ว่าในเดือนนี้จะเป็นคิววางแผงของ "เก้เก้วินชีโค้ด" และตามมาติดๆ ด้วย  "คำสาปเบเกอรี"  การณ์กลายกลับเป็นว่า "เจ้าชายน้อย" ฉบับการ์ตูน ซึ่งเราวางแผงไว้เดือนหน้า อาจจะมาแรงแซงคิวพี่ๆ

กำหนดใหม่ล่าสุดๆๆ  เลื่อนออกไปต้อนรับงานหนังสือเยาวชน ที่เริ่มต้นวันที่ 8 กรกฎาคม  ถึงจะมีเวลาเพิ่มเติมเข้ามา แต่ทางกองบ.ก. และฝ่ายศิลปกรรมของเราก็ไม่ยอมนิ่งนอนใจ ดำเนินการทุกอย่างตามกำหนดแผนเดิม โดยหวังว่าสิ่งที่เราต้องรอการอนุมัติจากเจ้าของลิขสิทธิ์ (หน้าปก หน้าเครดิตที่จะแจ้งข้อความลิขสิทธิ์ ตัวอย่างเนื้อหาในเล่ม คำนำสนพ. คำตามผู้แปล ประวัตินักวาดและนักเขียนที่เราใส่เพิ่มเติมไป) จะไม่ล่าช้าจนเกินไปนัก

 - ส่วนทางด้านทีมประชาสัมพันธ์กำลังเร่งเจรจาต่อรองกับหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมอย่างขมักเขม้น

สำหรับความคืบหน้าในเนื้อหา ขณะนี้ ครึ่งเล่มแรก ตรวจเสร็จรอบที่ 2 ส่งกลับให้ตรวจแก้เรียบร้อยแล้ว รอครึ่งเล่มหลังให้มาเล็งกันต่ออีกรอบ และสองรอบ 

วันนี้ ตัดตัวอย่างบางส่วนมาให้ดูกันค่ะ  

PPSample


 

แอบหลบงานตรวจต้นฉบับเกเก้ อันเป็นชื่อเรียกเล่นๆ แบบกันเองภายในสนพ. ของเล่ม "รหัสลับ เกเก้ วินชี" มาอัพบล้อกรายงานความเคลื่อนไหวเสียหน่อย

ตอนนี้ต้นฉบับแปลที่แปลจากภาษาฝรั่งเศสใกล้จะตรวจความถูกต้องเกือบหมดเล่มแล้วค่ะ เหลืออีกวันสองวัน ก็จะส่งต่อให้บรรณาธิการต้นฉบับผู้มีหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อย คอยเก็บกวาดอุดรอยรั่วที่กำลังรอตรวจต่ออย่างใจจดใจจ่อได้

หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอน "โยนต้นฉบับ"  หมายถึงการผลัดกันตรวจไปมา จาก บ.ก. ต้นฉบับ ส่งให้ หัวหน้ากองบ.ก. แล้วส่งย้อนกลับมาที่บรรณาธิการเล่ม แล้วย้อนกลับให้ บ.ก. ต้นฉบับที่ควบเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษร+ประสานงานจัดหน้าและโรงพิมพ์ ส่งให้คนจัดหน้า

พอคนจัดหน้าจัดรอบแรก "การโยนต้นฉบับ" รอบสองก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

เมื่อบรรดาตามดตาผีตรวจกันสาสมใจ ไม่มีใครเห็นคำผิด วรรคพลาด ไฟล์ของต้นฉบับเล่มนี้ก็จะถูกส่งถึงโรงพิมพ์ในทันที พร้อมกับไฟล์หน้าปกที่ตอนนี้ใกล้สรุปแล้ว อยู่ที่เวอร์ชั่น 4 เท่านั้นเอง

 


ไม่ได้อัพเดทข้อมูลกันนานเกือบเดือนทีเดียว ด้วยว่าพวกเราสนุกสนานกับการขนหนังสือ นับสะตุ้งสตางค์จากการขายหนังสือที่ไม่มากไม่น้อย แต่ภูมิใจที่ "ลูกๆ" ของเราแต่ละเล่มช่วยหาเงินกันอย่างขยันขันแข็ง โดยเฉพาะลูกคนสุดท้องเพิ่งคลอดก่อนงานสัปดาห์หนังสือเพียงไม่กี่วัน ทุกคนภูมิใจ ( อีกแล้ว) กับที่ตากผ้า หน้าปกหนังสือ ไม่ว่าเราจะเอาลูกเล่มนี้ไปฝากไว้ที่บูธไหน ยอดขายนำโด่งแซงพี่ๆ จนค้อนกันขวับๆ 

ลูกรายต่อไปที่จะคลอดตามมา ชิงกันอยู่ว่าจะเป็นน้องเกเก้ Gay Vinci Code หรือน้องเบเกอรี่ The Bakery Attack  ตอนนี้้ น้องทั้งสองอยู่ระหว่างการตรวจแก้ของบรรณาธิการ จากนั้นเราก็จะจัดหน้าและพิสูจน์อักษร เรียบร้อยก็ส่งโรงพิมพ์ให้แฟนๆ ได้ตามอ่านกัน สำหรับปกหนังสือทั้งสองเล่ม พวกเราใกล้จะโพสต์กว่าจะมาเป็นปกของทั้งสองเล่มให้ชมกันเต็มทีแล้ว ไม่เกินต้นเดือนหน้า ได้เห็นปกหนังสือของเราแน่นอนค่ะ

ผ่านช่วงร้อนทั้้งอากาศและการเมือง ค่อยทุเลาความเหนื่อยจากงานหนังสือฯ ได้เวลาเริ่ิมทำงานหลังวันหยุดอันยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยังมีอะไรต้องทำ ทั้งช้ากว่ากำหนดและที่ใกล้จะถึงกำหนดอีกแล้ว 

ขอบคุณสำหรับผู้ที่อุดหนุนหนังสือของกำมะหยี่และแฟนๆ ทุกท่านที่ติดตามความเป็นไปๆ มาๆ ของพวกเรา นี่คือแรงใจให้พวกเราทำงานคุณภาพกันต่อไปค่ะ

 

 

 

 

 


วันนี้เป็นวันเตรียมงานก่อนวันแรกของสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 37 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนังสือของกำมะหยี่ได้พื้นที่โชว์ตามบูธต่างๆ ... เราโตขึ้น ...จากครั้งแรกที่เห็นคณิตศาสตร์ รส. อยู่บนชั้นที่บูธของอมรินทร์ อาการตื่นเต้นดีใจทำให้ความรู้สึกขุ่นมัวใดๆ ที่เกิดก่อนหน้าไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว ...ครั้งที่ผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้ว กำมะหยี่มีน้องๆ นักศึกษามาช่วยงาน ช่วยขนของ แจกมินิบุค ...คราวนี้ ครั้งที่สามที่กำมะหยี่เติบโตเท่าตัวจากปลายปีที่แล้ว หนังสือกำมะหยี่พันกว่าเล่มได้กระจายตามบูธพันธมิตรดั้งเดิมและรายใหม่ที่เราเพิ่งสร้างสัมพันธ์ (และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ดูแลกันและกันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ)

งานใช้แรงงานอย่างการขนหนังสือไปตามบูธไม่ได้ง่ายอย่างที่คนวงนอกคิด เหมือนๆ กับหลายๆ งาน หลายๆ หน้าที่ ที่ถ้าไม่มาสวมบทบาทนั้นเองจะไม่มีวันเข้าใจเลย

วันนี้ได้เล่าให้ผู้ร่วมงานฟังถึงประสบการณ์แต่หนหลังที่ไม่เกี่ยวกับกำมะหยี่ แต่ก็เหมือนกับเรื่องการสวมบทบาทที่แต่ละคนก็มีบทบาทต่างๆ กันไปเรามักจะคิดกันว่างานของเรายากกว่าใคร แต่พอได้สลับบทบาทกันเมื่อไหร่ ไม่ว่าเนื้องานใดก็มีความพิเศษ รูปแบบของปัญหา การจัดการต่างๆ กันไป

"ลูกน้องไม่เคยเป็นนาย ก็จะไม่เข้าใจนาย แต่นายเคยเป็นลูกน้อง นายมีหน้าที่เข้าใจลูกน้องอย่างเดียว"

การขนหนังสือในความหมายของคนทั่วไปคือ

Booktrolley

- ขนหนังสือใส่รถ

- ขับรถมาที่ศูนย์สิริกิติ์

- จอดรถ

- ขนหนังสือจากรถไปที่บูธ

- ตรวจความเรียบร้อย ออกเอกสารเป็นหลักฐาน

มันจะยากอะไร

เรามาเริ่มต้นกันที่ขั้นตอนแรก

ขนหนังสือใส่รถ วันนี้สามชีวิตขนหนังสือจากสองโกดัง(จำเป็น) รถคันที่หนึ่งขนหนังสือสี่หัว(เรื่อง)จากโกดัง 1 ไปที่โกดัง 2 ขนถ่ายหนังสือบางส่วนไปที่โกดัง 2 และช่วยขนหนังสืที่โกดัง 2 ขึ้นรถคันที่สอง ของที่ขนก็มี หนังสือ(แน่ๆ ล่ะ) ชั้นวางหนังสือถอดประกอบได้ แผ่นโฟมลูกฟูก วัสดุสำนักงานไม่ว่าจะเป็นกรรไกร คัตเตอร์ สก็อตเทป แบบฟอร์มตรวจนับ ใบส่งของ ใบราคาสำหรับลูกค้าและสำหรับบูธ โปสเตอร์ภาพปกหนังสือ มินิบุค พลาสติกม้วนสำหรับห่อหนังสือ และเก้าอี้พับได้อีก 2 ตัว  เราขนกันหนึ่งชั่วโมงครึ่งรวมทั้งตรวจนับยืนยันก่อนออกจากโกดัง

รถทั้งสองคันเดินทางสู่ศูนย์สิริกิติ์ ถึงไม่พร้อมกันแน่นอน จะจอดที่ไหนดีถึงจะขนหนังสือสะดวกที่สุด แล้วจุดที่สะดวกเราจะได้ที่จอดมั้ย จอดได้รึเปล่า สารพัดคำถามที่ต้องคิดเพราะการขนหนังสือจากรถเวลาบ่ายสาม แดดกำลังแผดเผาทุกชีวิตยิ่งในช่วงโลกร้อน น้องที่มาถึงก่อนเตือนผ่านสายโทรศัพท์ว่า "อากาศร้อนมากเลยครับ"

รถคันที่สองถึงศูนย์สิริกิติ์ก่อนหลังจากผ่านวิกฤตรถติดทุกเวลาในกรุงเทพฯ เข้าประตูสี่แล้วรีบหักซ้ายเข้าบริเวณเฉพาะสำหรับสมาชิกเซเรเนด โชคดีอย่างยิ่งที่คนขับใช้บริการมือถือมากพอจะได้อภิสิทธิ์นั้น พวกเรากะกันว่าตำแหน่งนั้นเป็นตำแหน่งจอดรถที่เหมาะที่สุดแล้ว เราทยอยขนของใส่รถเข็นพับได้ซึ่งเพิ่งไปถอยมาจากแมคโครเมื่อวานนี้เอง เข้าไปในบริเวณศูนย์ฯ รถเข็นผ่านเข้าไปไม่ได้เพราะน้ำหนักหนังสืออาจมีผลต่อพื้นบริเวณที่ต้องเข็นผ่าน ด้วยวาทศิลปหรือมนตร์จากลมปากนำเราผ่านไปจนถึงบันได โอ แม่เจ้า! แรงงานคนแก่อีกแล้ว เรายกของทุกชิ้น หนังสือทุกเล่มขึ้นบันไดประมาณ 15 ขั้น ยกรถเข็นขึ้นไป แล้วจึงนำของใส่บนรถเข็นอีกครั้ง คราวนี้สบายแล้ว ถึงจุดหมายแรก

งานนี้ใช้คนไวท์คอลล่าร์ 3 คน คนแรกมาจากบูธมารับของที่รถเข็นและพาไปที่บูธแบบที่ไม่ต้องงมหาทาง คนที่สองนั่งรถมากับคนขับรถ ส่วนคนที่สามเป็นหญิงอึดสู้ทุกงานแกร่งทุกสภาพถนน(เอ้ย ไม่ใช่!)

คนขับรถคันที่สองโทรศัพท์นัดแนะกับรถคันแรกให้มาถ่ายของที่บริเวณที่รถคันที่สองจอดอยู่ แค่ยืนอยู่ด้านนอกศูนย์รับรังสีอุลตร้าไวโอเลตเต็มที่ก็เหนื่อยและเพิ่มความร้อนให้อุณหภูมิของอารมณ์ รถคันแรกมารยาทดีไม่กล้าตามน้ำเลี้ยวซ้ายเข้ามาในบริเวณต้องห้าม โทรกันไปมาพักใหญ่ก็บอกให้เบ่งไปเลย เรามีบัตร พระเจ้าอยู่ข้างเรา รถคันแรกจอดเกือบติดกับรถคันที่สองเลย

เพื่อความสะดวก เราขนถ่ายหนังสือจากคันแรกมาที่รถคันที่สอง หากต้องขนหนังสือจะได้มาที่จุดเดียว จากนั้น ชายหนุ่มสองคนครึ่งก็เข้าออกขนหนังสือไปมา ผ่านร้อน (นอกศูนย์) ผ่านหนาว (อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศในศูนย์) เจอบันได ขนขึ้น เจอบันไดอีก ขนลง

หนังสือมันเยอะ ขนเที่ยวเดียวได้ทีละบูธ เรามีพันธมิตรทั้งหมด 5 บูธแปลว่า ขนอย่างน้อย 5 เที่ยว

คนเรามักจะฉลาดหลังจากโง่มาก่อนเสมอ อยู่ที่ใครจะนำบทเรียนมาสอนตัวเองได้เร็วกว่ากัน หรือต้องเรียนซ้ำชั้นไม่รู้จบ

เราเพิ่งนึกได้ว่า บางบูธที่เราต้องขนหนังสือไปส่ง อยู่ใกล้กับทางออกทางอื่นมากกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงควรขนไปยังบูธใกล้ๆ ให้หมดก่อนแล้วจึงขับไปจอดหน้าอีกประตู เพื่อขนหนังสือไปบูธที่ใกล้ประตูนั้น

books นั่นคือความสมบูรณ์แบบ ขนไปบูธหลักก่อน แล้วจึงไปบูธรอง ที่ไหนได้ รีบเอาหนังสือจากบูธหลักไปส่งบูธอื่นๆ ก่อน แล้วก็ย้ายรถไปที่ใหม่ แต่ยังต้องขนหนังสือไปบูธหลักอีก คนขนก็เหนื่อยไป รถเข็นมีคันเดียว ตอนซื้อก็ตัดใจแล้วนา แต่พอขนจริงคราวนี้อยากมีสักสองคัน ไว้ปีหน้าถ้ามีสองคันจะน้อยไปมั้ยหนอ

พลพรรคสำนักพิมพ์กำมะหยี่และเพื่อนพ้องทุกคนขนหนังสือกันหมดทั้ง 7 คน คนเขียนบล้อกดูจะขนน้อยที่สุดเพราะกำกับภาพรวม ชั้นวางหนังสือประกอบได้เรียบร้อยรึยัง จะตั้งไว้ตรงไหน ส่งหนังสือครบมั้ย เอกสารตรงรึเปล่า ตามหารถ คนและรถเข็น  มีส่งหนังสือเกิน-ขาดแล้วทำไง ดีที่แก้ไขทัน (เชื่อฉันสิ บางทีนับตั้งสามครั้งยังมีผิดเลย มันเป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ) ติดต่อบูธที่คุยกันไว้ บางบูธที่เข้าใจว่าได้ก็ไม่ได้ บางบูธที่ไม่คาดคิดก็ได้ขึ้นมา แถมเป็นแฟนหนังสือสำนักพิมพ์กำมะหยี่แต่อ้อนแต่ออก แต่เราเพิ่งพบกัน วาสนาของเรานี้หนอ ใจของเราอยากให้ทุกบูธรับ "ลูก" ของเราไปเลี้ยงดูทั้งหมด แต่เราก็เข้าใจ บางบูธรับดูแลได้จำกัด แต่ "ลูก" เราจะอยู่ดีกินดี แค่นี้เราก็พอใจแล้ว

บางบูธจะรีบปิด เราเลยต้องรีบลัดคิว ส่งหนังสือไปบูธนั้นก่อน แถมยังทาบทามแล้วยอมให้เรานำโปสเตอร์ไปติดด้วย อารามดีใจ แทนที่จะได้จัดหนังสือที่บูธหลักก่อน กลายเป็นส่งหนังสือให้บูธหลักหลังสุดแถมโปสเตอร์ที่อยากได้มาติดก็เอาไปติดอีกบูธ โถ คนเรา โปสเตอร์ทำมาตั้งหลายแผ่น หลายขนาด แต่ขนาดถูกใจนี่ใครๆ ก็ชอบเหมือนกันซะอีก เหมือนเวลาพวกผู้ชายรุมจีบผู้หญิงคนเดียวกัน ยังไงยังงั้นเลย เฮ้อ!

คนเขียนบล้อกวิ่งรอกรอบศูนย์ สอบถามใครอยู่ที่ไหน แย่งกันใช้รถเข็นเป็นพัลวัน คนสำคัญสองคน คนนึงมือถืออยู่ในรถ อีกคนแบตหมด ที่นี้จะทำไงล่ะ ที่จอดรถหายากจะได้แล้วคนขนกับคนขับหากันไม่เจอ สรุปว่าคนขับแก้ปัญหาฉลุย ขับไปจอดตรงที่ห้ามจอดแล้วก็ขนหนังสือ (โดยไม่ใช้รถเข็น) ไปส่งที่บูธ ตรวจสอบความเรียบร้อย ดูเรื่องเซ็นเอกสาร อธิบายเรื่องราคาและรายละเอียด ออกใบส่งของ แถมยังไปเที่ยวขอยืมที่ชาร์จแบตและขออาศัยชาร์ตแบตที่บูธโทรประสานงาน

อีกคนก็หารถจนเจอแต่เอาของในรถออกมาไม่ได้ เดินงุ่นง่านอยู่พักใหญ่ พอสายเรียกเข้ามา (หลังจากชาร์ตแบตได้แล้ว) ความวึ่นวือก็คล้ายจะสิ้นสุดลง

ตบท้ายด้วยการเคลียร์เอกสาร ส่งหนังสือเต็มสตีมให้บูธหลักกันน้อยใจแล้วก็ไปช่วยกันประดับประดาบูธหลัก จัดหนังสือที่ชั้น วางซ้าย ตั้งขวา ทำยังไงนะ คนจะซื้อมากที่สุด

หนึ่งในทีมงานรุ่นเดอะ ขยันขันแข็ง เหงื่อโทรมกาย กรุณามาช่วยแบบกิตติมศักดิ์แต่ใช้แรงงานแบบจ้างมาเต็มเวลา ตะคริวกินทั้งสองข้าง ขอตัวกลับไปดูแลตัวเองก่อน ไม่แค่นั้น กลับถึงบ้านเจอน้องหมาสุดเลิฟป่วยอย่างแรง ทั้งอ๊วกและถ่ายไม่ปกติ จากที่เพิ่งเป็นตะคริว ขาล้า เหนื่อยแสนเหนื่อยต้องอุ้มน้องหมาไปหาหมออีกตั้งไกล ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

betweenthelines

คนเขียนบล้อกขอถือโอกาส ณ ที่นี้ ขออภัยหากได้ล่วงเกิน จาบจ้วงผู้ใดทั้งกาย วาจาและใจ แต่ด้วยต้องการให้งานวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ตาโต เสียงแข็ง ออกจะกระโชกโฮกฮาก(มากไป)หน่อย แต่จิตใจอ่อนโยนนะ เจ้าคะ

เก้าอี้สองตัวที่แบกไปได้ใช้จริงๆ หลังจากเหนื่อยกันมาทั้งบ่าย ได้หย่อนบั้นท้ายสัมผัสแผ่นหนังวัวแท้ที่แสนนุ่ม ก็ทำให้คนนั่งหายเหนื่อยและอารมณ์ดีขึ้นเยอะเชียวล่ะ ไม่เชื่อลองถามคนนั่งดูสิคะ

เห็นใจคนที่ดูแลบูธ อยากให้ยืมเก้าอี้เหมือนกัน แต่มูลค่าเก้าอี้มันเท่ากับราคาขายหนังสือเล่มใหญ่ซัก 20 เล่มนะสิ งานหนังสือน่ะ คนไม่เอาหนังสือหรอก แต่ของอื่นน่ะ ไม่แน่

แต่ไง ฉันก็ติดเก้าอี้ตัวนุ่มไว้ในรถทั้งสองตัวนะ เผื่อได้ไปส่งหนังสือเพิ่มเติม จะแวะเอาไปให้คนที่บูธนั่งให้ชื่นใจเป็นครั้งคราว

เชื่อฉันเถอะ อะไรเล็กๆ เนี่ยล่ะ สำคัญนัก

 

 

 


 

วันนี้ชาวกำมะหยี่แข็งขัน แยกย้ายกันทำงานตามหน้าที่ของตน บรรณาธิการจัดการติดต่อประสานงานการฝากหนังสือตามบูธพันธมิตร ได้รายชื่อและตำแหน่งแห่งที่มาแล้วส่งต่อให้เว็บมาสเตรสส์อัพเดทแจ้งข่าวลงหน้าแรกของเว็บไซต์ให้ทันท่วงที เพราะวันเวลาและวารีไม่คอยใคร

เสร็จแล้วอารมณ์ดี เข้าไปเติมรูปของปกเล่ม "เย็บถากปากร้าย" เวอร์ชั่นต่างๆ มากมาย ก่อนจะถึงปกที่พิมพ์ขายตามร้านหนังสือในห้อง "กว่าจะเป็นปก" (ห้องนี้ถูกปล่อยร้างมานานกว่าจะได้รับการปัดกวาดเล็กน้อยในวันนี้ และต่อไปจะเป็นห้องที่ไฉไลกว่าใคร เพราะทางโปรแกรมเมอร์ได้จัดคิวสำหรับใส่สไลด์ภาพให้แล้ว)

นอกจากนั้นทีมงานยังขยันร่วมกันเขียนเล่าเบื้องหลัง "กว่าจะเป็นปก" ของเล่ม "เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน" ในห้องที่จัดไว้เป็นพิเศษสำหรับหนังสือชุด "แฟนมูราคามิรวมหัว" นี้ ในหมวด "กระดานอัพเดท"  ต่อด้วยการตามไล่ใส่ลิงก์บล็อกของบรรดานักแปลในหนังสือเล่มนี้ (หมวด นักเขียน นักแปล)

ปิดท้ายด้วยข้อมูลของ พี่แป๊ด - แม่งานและบรรณาธิการของหนังสือเล่มเดียวกัน ในห้อง "เพื่อนร่วมงานของเรา" หมวด "เกี่ยวกับเรา"

ใครยังไม่ได้ดูหน้าไหน ตามไปดูได้โดยพลันจ้า


 

 เนื่องในโอกาสที่ "เส้นแสงฯ" เข้าโรงพิมพ์เรียบร้อยแล้ว วันนี้เว็บมาสเทรสสาว(น้อยแล้ว)ก็จัดแจงเปิดห้องใหม่ในเว็บสำหรับหนังสือเล่มนี้ 2 หน้ารวด  ห้องแรก ในหมวด "หนังสือของเรา" พร้อมทำตัวอย่างในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟให้ผู้สนใจดาวน์โหลดไปอ่านเรียกน้ำย่อย ก่อนหนังสือเล่มๆ จะออกวางจำหน่ายให้จับจ่ายเป็นเจ้าของในงานหนังสือสิ้นเดือนนี้

อีกห้องหนึ่งเป็นห้องรวมประวัตินักแปลทั้ง 5 คน ของหนังสือเล่มนี้ในหมวด "นักเขียนและนักแปลของเรา"  ยังไม่เสร็จสมบูรณ์สักเท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้รูปถ่ายสวยๆ หล่อๆ มาประดับเลยสักคน

ผู้ที่ต้องการยลโฉมแฟนมูราคามิที่มารวมหัวกับเราระลอกแรกนี้ อดใจรออีกหน่อยนะคะ เมื่อได้รูปของทุกคนครบแล้ว จะนำข่าวมาแจ้งเป็นลำดับต่อไปค่ะ


?

นับแต่วางแผนการทำงานเพราะต้องลุ้นว่าจะคลอดลูกคนที่สามทันงานมหกรรมหรือไม่ ทีมงานก็ขะมักเขม้นกับการทำงานในส่วนของแต่ละคน ตอนต้นสัปดาห์ฉันออกจะดีใจเพราะหายไปวันอาทิตย์วันเดียวแต่มีการประสานงานและมีความคืบหน้าของงานไปมากทีเดียว ฉันใจชื้นขนาดบอกโรงพิมพ์ว่าคงส่งต้นฉบับให้ได้ประมาณวันที่ 11 มีนาคมนี้ แต่ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรค มันจะมันส์ได้อย่างไร เดียวแต่มีการประสานงานและมีความคืบหน้าของงานไปมากทีเดียว ฉันใจชื้นขนาดบอกโรงพิมพ์ว่าคงส่งต้นฉบับให้ได้ประมาณวันที่ 11 มีนาคมนี้ แต่ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรค มันจะมันส์ได้อย่างไร

?

วิธีการทำงานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมทั้งความคาดหวังและผลลัพธ์ที่ต้องการก็แตกต่างกัน ปัญหาจะน้อยลงเมื่อปรับให้สอดคล้องกันได้ หากเรื่องใดไม่สามารถจูนกันติด ก็ต้องหาทางออก ทางแก้กันไป ปกหนังสือคงจะส่งได้ก่อนตามที่คาดไว้ ฉันว่าก็ดีนะ เพราะปกมันยุ่งยากกว่าเนื้อใน เราค่อนข้างจะตกลงกันได้ในเรื่องภาพรวม เหลือรายละเอียดปลีกย่อยที่คุณอาร์ทของเราก็ให้ความเห็นและคำแนะนำเหมือนเป็นพลพรรคกำมะหยี่เช่นเดียวกัน คุณอาร์ทเป็นแฟนตัวยงของพี่มุ (ชื่อเล่นของมูราคามิที่เราเรียกกันประจำ)ถึงกับสมัครเป็นแฟนใน facebook ทั้งๆ ที่ฉันเองใช้ facebook มาก่อนแต่ยังไม่ได้สมัครเป็นแฟนทั้งมูราคามิและมาร์จอเน่ ซาทราพิซักที (รู้สึกผิด แต่โทษพี่คอมจอยักษ์ที่ตั้งแต่ลงโปรแกรมต้านไวรัสก็เป็นไข้มาๆ หายๆ อยู่เช่นเดิม)

?

ส่วนเนื้อใน ถ้าฉันไม่เป็นโรคละเอียดทุกเม็ดขึ้นสมองก็คงจะส่งต้นฉบับได้ทันอีกเหมือนกัน แต่โรคนี้รักษาไม่หาย บางคนเรียกว่าพวกเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์หรือพวกที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ฉันเรียกว่า "อาการรู้สึกผิดถ้าไม่แก้สิ่งที่เห็นอยู่คาตา" ฉันรู้ๆ อยู่เหมือนกันว่าคนที่ทำงานกับฉันได้เป็นคนอดทนมั่กมากกกกก

?

แต่เมื่อแลกกับความภูมิใจที่ได้เห็นลูกคลอดออกมาแบบมีที่ติน้อยที่สุด ฉันก็หายเหนื่อยและหายอาการท้อใจจากความแตกต่างของฉัน ความที่ขาดความอบอุ่นต้องการคนเข้าใจ (ว่าไปนั่น)อาจจะคล้ายๆ พี่แป๊ดที่การทำหนังสือเล่มนี้ เหนื่อยจริงๆ แต่พอเห็นผลงานก็หายเหนือยเป็นปลิดทิ้ง

?

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ซึ้งใจที่คุณมิวตั้งหน้าตั้งตาแปลบทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ ที่เราเพิ่งอัพบล้อกไปไม่นานนี้ (แหะๆ แต่ขอโทษ ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยสุนทรพจน์ของพี่มุเรียบร้อยแล้ว) คุณมิวแปลตั้งแต่หนึ่งทุ่ม ประมาณตีหนึ่งเราถึงเห็นบทความที่อ่านแล้วอารมณ์ดีพร้อมรูปเสร็จสรรพ ฉันเองก็ใช้เวลาแปลสุนทรพจน์ของมูราคามิอยู่หลายชั่วโมงเหมือนกัน

?

แหม ก็จะแปลงานของนักเขียนระดับโลกทีนึง ฉันก็กลัวคนจะค่อนเอาว่า แปลไม่ดีพอนะสิ

?

แต่ฉันก็ทำได้เท่านี้แหละ ยังไงจะแว๊บไปอ่านแล้วแก้พวกตัวสะกดหรือเลือกคำให้ดีขึ้นละกันนะ

?

จากนั้นก็เป็นเรื่องราวจิปาถะ ฉันไปขนหนังสือพันกว่าเล่มเตรียมมาขายให้พี่น้อง แฟนๆ ในงานมหกรรม ได้น้องพงษ์และป้าอู๋ช่วยกันขยันขันแข็ง ถ้าฉันทำคนเดียวฉันคงล้มพับไปแน่ๆ นี่ป้าอู๋ช่วยฉันจนต้องไปซื้อเคาน์เตอร์เพนมาทา บรรเทาอาการยอกจากการเดินขึ้นลง ก้มๆ เงยๆ ส่วนปัญหาอื่นๆ ฉันก็กำลังหาทางแก้อยู่ แก้ไม่ได้ยังไง ฉันก็คงต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

?

ดีใจตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ ในสัปดาห์นี้ ฉันก็ยังไม่ท้อแท้ ทำงานต่อไป เบื่องานนี้ก็หยิบอีกงานมาทำ แล้วก็ถึงเวลาที่ฉันต้องมาสะสางเรื่องหลังบ้านแล้วล่ะ


ออกจะเป็นการเขียนบล้อกแรกในฐานะทีมงานกำมะหยี่ที่คล้ายจะบ่นๆ ปนลุ้นๆ งานหนังสือเหมือนงานโครงการ เสร็จเป็นเล่มๆ แล้วเราก็เริ่มเล่มใหม่ ปีนี้เราทำกันไปสองเล่มเรียบร้อยแล้ว (แอบบ่นว่าเหนื่อยโค-ตะ-ระ) จะว่าไปแล้ว คนที่ไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบจะไม่รู้ว่า มันวุ่นวายแค่ไหน เพราะอะไรๆ มันก็ดูจะเหมือนกันทุกๆ เล่ม แต่พอเรามีกำหนดการออกหนังสือที่ชัดเจนและเรารู้ว่ามันมีความหมายแค่ไหนที่ต้องทำให้เสร็จทันเวลา ความเครียดก็เริ่มก่อเกิด

รวมเรื่องสั้นมูราคามิเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เราตั้งใจว่าจะวางแผงกันตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้แล้ว แต่ด้วยความที่เราพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้เราตัดสินใจว่า เราจะเลื่อนการออกหนังสือไปเพื่อให้สามารถจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในจำนวนสามเล่มที่เราจะออกในปีนี้ ไม่แค่นั้นหรอกนะ ปลายๆ ปี แฟนๆ มูราคามิจะได้อ่าน What I Talk About When I Talk About Running ที่จะทำให้แฟนๆ รู้จักตัวตนของพี่มุได้เป็นอย่างดี (ชื่อเล่นที่พลพรรคชาวกำมะหยี่ชอบใช้ เพราะมันสั้นดี)

CoverFirefly กลับมาเม้าท์ถึงเล่มแรกกันก่อนนะคะ ตอนนี้เราได้หน้าปกหนังสือ เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน อันเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นจากชุดภาษาญี่ปุ่นที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Firefly, Barn Burning and Other Stories เรื่องที่เรานำมาเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่มนี้ก็คือ เรื่องสั้นที่เป็นตอนเริ่มเรื่องของ Norwegian Wood หรือชื่อภาษาไทย ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย ที่โดนใจแฟนๆ อย่างจังจนเราจะได้ดูภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายเรื่องนี้ภายในปีสองปีนี้นั่นเอง

กว่าจะมาเป็นปกอย่างที่เห็นกันนี้ ก็มีการฟาดฟันทางความคิดกันช้ำเลือดช้ำหนองไปตามๆ กัน แต่ก็จำได้ว่า หนังเรื่อง แฟนฉัน ที่มีผู้กำกับ 7 คน ก็ทะเลาะกันน่าดู เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นหนังที่ประทับใจฉันจริงๆ แล้วที่มากว่าจะเป็นปกหนังสือเล่มนี้ จะมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์ "กว่าจะมาเป็นปก" นะคะ

คนที่เหนื่อยที่สุดคงไม่พ้นแม่งานและบรรณาธิการเล่มของเรา พี่แป๊ด แฟนมูราคามิตัวยง ที่ฉันเพิ่งทราบจากคำนำที่พี่แป๊ดเพิ่งส่งมาให้จัดหน้าว่า พี่แป๊ดของเราอ่านหนื่งในเรื่องสั้นที่รวมอยู่ใน Firefly (ขอเรียกชื่อเล่นของรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่ม 1 เพื่อความเป็นกันเองนะคะ) กว่า 100 ครั้ง ก็ยังให้งุนงงสงสัย ไม่เข้าใจในปริศนาของเรื่องนี้ อีกทั้งการประสานงานกับนักแปลที่เราคัดมาเฉพาะแฟนๆ พี่มุโดยเฉพาะไม่ง่ายเลย พี่แป๊ดรับหน้าที่เป็นแม่งานดูแลนักแปลสำหรับรวมเรื่องสั้นทั้งสามเล่ม ทั้งชักชวน ชี้แนะ ตามต้นฉบับ ตรวจแก้ต้นฉบับ ทั้งยังเขียนคำนำ คำโปรยให้อีกด้วย

ตอนนี้ต้นฉบับรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่ม 1 ถึงมือคนจัดหน้าเรียบร้อยแล้ว เราพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หนังสือคลอดทันขายในงานมหกรรมหนังสือที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ถ้าใครไม่ได้ทำหนังสือ อาจจะคิดว่า "โห อีกตั้งเดือน ทำไมจะไม่ทัน"

"ก็มันจะไม่ทันนะสิ ถึงได้มาลุ้นที่บล้อกทีมงานอยู่นี่ไง"

กว่าจะออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มอย่างที่เราซื้อหรือยืมมาอ่านกัน ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมากมายอย่างที่ฉันซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในโลกวรรณกรรมไม่เคยรู้มาก่อน ฉันเคยแอบหัวเราะเวลาอ่านหนังสือแล้วมีการสะกดคำผิด ประมาณว่า ของแค่นี้เขียนผิดได้ยังไง พอได้มาดูแลหนังสือตั้งแต่ยังไม่เป็นวุ้นจนคลอดออกมา ก็เลยรู้ซึ้งแล้วว่า ตรวจกี่รอบมันก็เจอที่ผิดทุกที ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่ต้นฉบับที่ดูแล้วดูอีกว่ามันไม่มีผิดแล้ว พอเข้าโรงพิมพ์ได้ดูครั้งสุดท้าย ซึ่งควรจะดูเฉพาะตัวอักษรโดด กลับเจอจุดที่ต้องแก้ไขทุกที ให้ตายเถอะ

การส่งต้นฉบับตรวจแก้ไปมา ไม่ได้หมายความว่า เจอที่ผิดส่งแก้แล้วจบ แต่บางครั้งแก้แล้วเปลี่ยนใจกลับไปใช้คำเดิมก็มี หรือส่งแก้แล้วแต่คนแก้แก้ไม่ครบทุกจุด มันเป็นเรื่องปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ แต่กินเวลามาก การประสานงานจัดพิมพ์หนังสือแต่ละขั้นตอน ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเดินทาง การส่งเอกสารไปมา เป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานช้ากว่าที่คิด ยิ่งถ้าต้องให้คนขี่มอเตอร์ไซด์รับส่งเอกสารด้วยแล้ว อาจเสียเวลาไปเป็นวันๆ กว่าจะได้ข้อมูลกลับ โชคยังดีที่ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ตใช้ ถ้าไฟล์ไม่ใหญ่จนเกินไป เราก็สามารถส่งไปมาเพื่อตรวจแก้ได้ทันที พวกเราชาวกำมะหยี่รู้เป็นอย่างดี เพราะเราเจอกันเดือนละครั้งก็เก่งแล้วด้วยซ้ำไปนะ เราคุยกันผ่านวินโดว์ไลฟ์แมสเซนเจอร์ (เขียนซะเต็มยศเชียวเรา) ส่งอีเมลกันวันเป็นสิบฉบับ บางครั้งเราต้องยืนยันโดยการส่งอีเมลกลับว่าได้รับข้อมูลแล้ว เพราะบางครั้งการที่เราส่งอีเมลไป ไม่ได้หมายความว่าจะถึงผู้รับ บางทีส่งถึงแต่ผู้รับไม่ได้เปิดไฟล์ที่แนบมาอ่าน ก็ทำให้งานไม่ได้เดินไปตามที่กำหนดไว้ แต่ก็อีก ถ้ายืนยันกันทุกขั้นตอน (ซึ่งเราทำอย่างนั้นกันอยู่) ก็อาจก่อให้เกิดความรำคาญกันในหมู่ทีมงาน ประมาณว่า "เอ๊ะ ทำไมยังไม่ตอบ เอ๊ะ ยังไม่ได้รับเหรอ อ้าว ส่งไฟล์ผิด)

วันนี้ฉันเขียนกำหนดการโดยละเอียดส่งเมลให้บรรดาทีมงาน ขอให้ทุกคนรักษากำหนดการที่ตั้งเอาไว้เพื่อเราจะได้เห็นรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่มนี้ วางเคียงกับหนังสืออีกสามเล่มของพี่มุที่กำมะหยี่จัดพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว ให้บรรดาแฟนๆ ชื่นใจ และพวกเราเหล่าทีมงานมีรอยยิ้มให้กับลูกของเราเล่มนี้ ให้รอยยิ้มทำให้อาการขุ่นข้องหมองใจ อาการหงุดหงิดที่ตามจริ้งตามจัง หายไปจากหัวใจของคนรักหนังสืออย่างเราทุกๆ คน

ช่วยลุ้น เป็นกำลังใจกับพวกเราด้วยนะคะ

 เรายังคงเชื่อมั่นในความอัศจรรย์ของมนุษย์...  (ของโรงพิมพ์ ของสายส่ง ของคนจัดหน้า ของพิสูจน์อักษร ของบรรณาธิการ ของคนออกแบบปก)

 


Webblog

 ไม่รู้มีใครสังเกตหรือเปล่าคะว่าช่วงนี้เว็บไซต์ของเรามีการเปลี่ยนแปลงปรับข้อมูลทีละนิดละหน่อย

เมื่อวานนี้เข้าไปกวาดหยากไย่ทางฝั่งภาษาอังกฤษ เปลี่ยนหน้าปกหนังสือให้เข้ากับยุคสมัยตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพิ่มเติมหน้า "Lab Fun Dee"

ก่อนจะเดินทางไปบ้านเล็กบ้านบล้อกของเราที่ถูกทิ้งร้างใยแมงมุมเกาะหนาไม่แพ้กัน เติมข้อมูลที่ขาดหายให้ครบ แล้วเพิ่มบทสัมภาษณ์คุณ10เดซิเบลเข้าไป

ก่อนจะย้อนกลับมาติดประกาศที่หน้าบ้านใหญ่หลังนี้

 


ทีละเรื่อง ทีละเล่ม

Posted by: GAMMEMagie in Untagged  on

aticha

"หลับฝันดี" ออกวางแผงไปได้เกือบอาทิตย์หนึงแล้ว และเริ่มมีแฟนๆ เขียนเข้ามาพูดถึงหนังสือและสำนักพิมพ์ของเรา อย่างน่ารักว่า

"อ่านแล้ว ชื่นชม คนเขียน ... ใช้ ภาษา พาเพลิน ทีเดียว

อ่านแล้ว ชื่นชม คนพิมพ์ ... ถ้าพิมพ์แต่งานดีดีแบบนี้ .. ขอเตือนไว้ว่าคราวหน้าถ้าเจอกันอีก 'เดี๋ยวโดน' (ซื้อ) แน่ๆ "

 

พลพรรคของเราก็ยิ้มกันแก้มปริ

 

ตอนนี้ก็เหลือรอลุ้นลูกสาวคนต่อไป "เย็บถากปากร้าย"  ตอนนี้รอคลอดอยู่ที่โรงพิมพ์แล้ว คาดว่ากลางสัปดาห์หน้า แฟนๆ ของมาร์จอเน่ ซาทราพิ และ "แพร์ซโพลิส" คงจะได้ลูบๆ คลำๆ ตามร้านหนังสือ

 

ส่วนพวกเราก็จะหันมากลุ้มรุมกับ   "เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน" กันต่อ

 แฟนๆ มูราคามิ เตรียมตัวรออ่านได้เลยค่ะ

 


ผลงานทุกเล่มที่เราตั้งใจเสนอ

ผู้ที่ให้เกียรติร่วมงานกับเรา

เราเป็นใคร ไปรู้จักกัน

เข้าระบบ

ใครกำลังออนไลน์

ไม่มีสมาชิกออนไลน์

www.gammemagie.com
Gamme Magie Editions