ThaiEnglish

บรรยากาศงานเปิดตัว "เจ้าชายน้อย ฉบับการ์ตูน"

กำมะหยี่ขอขอบคุณมิตรสหายและสื่อมวลชนทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมงานเปิดตัว "เจ้าชายน้อย ฉบับการ์ตูน" เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา  ผู้ใดสนใจอยากดูภาพนิ่งและวิดีโอที่ถ่ายในงาน คลิกตามไปดูได้ -->  ที่นี่ค่ะ

sarinnee varatorn's Blog
sarinnee Description:
คำจำกัดความบทบาทในกำมะหยี่ คือ ทำอะไรที่ไม่มีใครทำ นอกเหนือจากงานที่ทำเป็นครั้งคราวอย่าง การพิสูจน์อักษร ติดต่อขอลิขสิทธิ์ บรรณาธิการ ทำบัญชี แผนการตลาด ติดต่อหน่วยงานข้างนอก

ส่วนใหญ่บล้อกนี้จะเป็นบล้อกบ่น อยากให้คนเข้าใจ อะไรประมาณนั้น

ปาสกาลก็ชอบปกเกเก้

Posted by: sarinnee varatorn in Untagged  on

 วันนี้ขอโพสต์จดหมายจาก ปาสกาล ผู้แต่งหนังสือ รหัสลับ เกเก้วินชี วรรณกรรมล้อเลียนที่สร้างชื่อให้ผู้แต่งและเปิดทางให้เราได้มีโอกาสทำหนังสือที่แตกต่าง ได้เข้าถึงกลุ่มเพศทางเลือกมากขึ้นและสุดท้ายทำให้ฉันได้จัดงานเปิดตัวที่ถึอเป็นผลงานโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งในชีวิต ณ ที่นี้ ฉันขอขอบคุณทีมงานเกเก้ ทั้งนักแสดง ผู้ช่วยงานในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะคุณบัญชา พี่แหม่ม และป้าอู๋ ที่ทำให้อลังการงานสร้างนี้เกิดขึ้นได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคต จะได้ตีพิมพ์ผลงานของนักเขียนท่านนี้พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความแตกต่างในเมืองไทย

 
ด้วยความภูมิใจยิ่่ง 

 

From: pascal.fioretto@free.fr
Date: 17 octobre 2009 00:13:36 UTC+05:30
To: gammemagie@gammemagie.com
Subject: Thaï translation of Gay Vinci Code



Name: Pascal FIORETTO
Company: Company Name
Phone: Phone
Fax: Fax
Message: Dear publishers,
I discovered today the thai version of the GAY VINCI CODE and I would like to thank you for the wonderful job you did to make it so appealing, good looking and, hoppefully, funny (that, unfortunatly, I can't judge).
This first parody of mine started my reputation of parodist (in french we call it "pastiche"). I've been told that it helped some gay people who had troubles with their sexual identity to accept themselves and... smile about it. 
I wish you a great success with this new release.
Faithfully yours
Pascal FIORETTO

อลังการ งานเกเก้

Posted by: sarinnee varatorn in Untagged  on

ผ่านมาสองอาทิตย์พอดิบพอดี จากวันงานเปิดตัวหนังสือรหัสลับ เกเก้วินชีเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคมที่แล้วมา ตั้งแต่ทำงานมา ยังไม่เคยเจอเจ้าของสถานที่ ทีมงานใดๆ ให้ความร่วมมืออย่างงานนี้เลย เจ้าของสถานที่ที่ใครๆ ก็บอกว่า "ปกติไม่ยุ่งกับใคร ไม่ถูกใจไม่ให้ความร่วมมืออะไรทั้งนั้น" กำมะหยี่คงโชคดีอย่างที่สุด ที่เจอคนที่มีลักษณะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คุณบัญชาให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งตั้งแต่ที่เคยเกริ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่แค่นั้น เด็กเสิร์ฟ คนดูแลสถานที่ พนักงานตรวจบัตร เหล่านางโชว์ ปฏิบัติกับชาวกำมะหยี่อย่างให้เกียรติสูงสุด แล้วเราก็ได้ซาบซึมบรรยากาศการทำงานที่ทำให้ผู้ร่วมงานมีความสุข แผ่ขยายบรรยากาศการทำงานที่ดีมาถึงเราชาวกำมะหยี่อย่างน่าชื่นใจ

วันพฤหัสที่เราเปิดตัว เป็นวันที่มีข้อขัดข้องหลายประการ รถติดเกินเหตุ หัวหน้ากองบรรณาธิการติดธุระกระทันหันด่วนจี๋ไม่สามารถมาร่วมงานได้ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ผู้ให้เกียรติเขียนคำนิยมของเราก็ป่วยกระทันหันเช่นกัน ฉันเองหมอก็เพิ่งอนุญาตให้ร่วมงานได้หลังจากมีอาการเจ็บไข้แบบฉับพลัน แต่โชคก็เข้าข้างกำมะหยี่ เรามีทีมงานดีๆ อย่างลูกศิษย์นักแปลของคุณอนิรุธ ณ สงขลา 3-4 คนมาช่วยต้อนรับผู้มาร่วมงานและช่วยขายหนังสือ ได้คุณแหม่มมาช่วยดูแลสื่อทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ทีมงานนักแสดงก็ช่วยเตรียมเสื้้อผ้า เครื่องประดับ ตกแต่ง ที่เห็นแล้วก็รู้ว่าตั้งใจเลือกสรรมาโดยเฉพาะ  

ทีมพนักงานเสิร์ฟที่มาช่วยเราตกแต่ง เนรมิตบาร์ ดิ ปาติโอให้มีบรรยากาศใกล้เคียงบาร์ในฝรั่งเศสก็ตกแต่งแชนดาเลียร์ด้วยผ้าซาตินอย่างสวยหรู มีระดับ เป็นภาพที่ประทับอยู่ในความทรงจำของฉันจริงๆ ฉันคิดเสมอว่า งานที่เราจัดขึ้นจะเป็นภาพประทับอยู่ในความรู้สึกของคน ยิ่งเราทำได้น่าประทับใจเพียงใด ผู้มาร่วมงานที่สมัครใจเป็นพนักงานการตลาดของเราและทำงานให้เราโดยไม่ได้ตั้งใจนั้น เป็นกระบอกเสียงที่ดีซะยิ่งกว่าสื่อใดๆ  พร้อมๆ กับที่พี่บัญชาให้คนขึ้นภาพหน้าปกหนังสือ โฆษณาหนังสือและงานเปิดตัวของเราทั้งภาษาไทยและอังกฤษบนจอสกรีนขนาดใหญ่เป็นอาทิตย์ล่วงหน้า ไม่ว่าใครก็ใครที่ไปมาในสีลมซอย  2 แห่งนี้ต้องเคยเห็นหน้าปกหนังสือรหัสลับ เกเก้วินชีนี้ทั้งสิ้น นั่นคือ Awareness ที่กำมะหยี่ได้อย่างเต็มๆ

หน้าปกนี้ถ้ามีคนเคยเห็นมากเท่าใด ก็ถือว่างานของทีมการตลาดประสบความสำเร็จมากเท่านั้น (ส่วนจะขายได้มากน้อยแค่ไหนเป็นหน้าที่ของคนออกแบบปกและตัวหนังสือจะขายตัวเองแล้วละนะ) ฉันยังขำๆ ที่ทีมของเราไปขโมยซีนงานประกาศรางวัลหนึ่ง เนื่องจากมีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อทีวีไปทำข่าวมากมาย เราถือว่าเราได้ไปแนะนำตัว ทำความรู้จักด้วยตัวเอง ขอความอนุเคราะห์ให้มาทำข่าวให้เรา พร้อมๆ กับที่เรามีความบันเทิงที่นอกเหนือจากสาระที่ต้องเอาไปทำข่าวให้ผู้สื่อข่าวทุกท่านด้วย (ทั้งดูละคร และดื่มฟรี)

คุณนุ ตัวแทนจากอมรินทร์ที่จัดจำหน่ายหนังสือของกำมะหยี่ชวนพรรคพวกฝ่ายการตลาดและการขายอีก 4 คนมาให้กำลังใจ แถมยังแอบกระซิบด้วยว่า ร้านหนังสือหลายร้านก็แอบมางานเปิดตัวครั้งนี้ด้วยหลายร้าน เมื่อคนขายหนังสือให้เราถึงกับกล้ามาซอย 2 เพื่อมาดู ฉันก็หวังว่าเขาจะกล้าเชียร์หนังสือเล่มนี้ให้คนที่เข้ามาดูหนังสือในร้านเหล่านั้นเช่นกัน

งานเริ่มต้นด้วยลิปซิงค์อลังการจากนางโชว์ระดับสุดยอด ตามด้วยรายการภาคบังคับ สนทนากับสำนักพิมพ์ ผู้แปลและผู้ให้เกียรติเขียนคำนิยม จากนั้นก็รีบตัดเข้าสู่ ละครที่แปลงจากบางตอนในหนังสือ ฉันดีใจที่เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของแขกที่มาในงาน เครื่องดื่มฟรีจากสปอนเซอร์ก็ทำให้ฉันยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด ละครที่เล่นโดยนางโชว์มืออาชีพ เล่นเพราะสนุก ไม่ใช่เล่นเพราะเงิน (ซึ่งเราก็มีให้เป็นสินน้ำใจอันน้อยนิด) สีหน้าของผู้ชมบ่งบอกถึงอรรถรสที่ได้รับอย่างครบครัน 

น้องช่างติคนหนึ่ง ก้มหน้าพูดเบาๆ

 

"อลังการ" 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เรากล้าบอกอย่างไม่อายว่า "ไม่มีงบสำหรับหนังสือเกเก้แล้ว"

ด้วยว่าเราทุ่มทุนสร้างกับเจ้าชายน้อย บ่อข้าวบ่อน้ำของเราอย่างเต็มที่ จัดงานเปิดตัว ลงหนังสือพิมพ์ยอดขายดีที่สุดของประเทศ บางเล่มลงเต็มหน้า เราออกโรดโชว์ ทำโปสเตอร์ แฮงกิ้ง เสื้อและกระเป๋าเจ้าชายน้อย ทำสแตนดี้รูปเจ้าชายน้อยที่ตั้งหราอยู่ทั่วประเทศ ล่าสุดพี่ที่ดูแลกำมะหยี่เป็นอย่างดีแจ้งว่า หนังสือเรามีวางขายตามร้านโน้นร้านนี้ที่จังหวัดร้อยเอ็ด และรูปเจ้าชายน้อยสูงเท่าเด็กประถมก็ตั้งอยู่หน้าร้านด้วย แม้ผลตอบรับจะดีมาก มียอดสั่งพิมพ์เพิ่ม แต่ธุรกิจหนังสือกว่าเราจะได้เงินค่าขายก็อีกหลายเดือน เราจะทำงานแบบเสี่ยงสุดๆ เห็นจะลำบาก แต่ ...ถ้าเราไม่จัดงานเปิดตัวเกเก้  ดาวรุ่งดวงใหม่ของเราแล้วไซร้ อาจต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

รหัสลับ เกเก้วินชี หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า Gay Vinci Code เห็นชื่อก็รู้ว่าล้อเลียน The Da Vinci Code เมื่อตัดสินใจจะจัดงานเปิดตัวด้วยงบน้อยนิดจำกัดจำเขี่ยอย่างที่สุด ในขณะเดียวกัน เราก็รับไม่ได้ถ้างานจะออกมาไม่ดี หลังจากทัวร์สีลมซอย 2 อยู่หลายเพลาจนคนที่นั่นไม่ขอดูบัตรประชาชนของฉันแล้ว เดินเข้านอกออกใน ไปดูเหล่านางโชว์ซ้อม เห็นปทุมถันแบบไม่เต็มตา(เพราะคนดูอาย)อยู่หลายครั้ง อะไรๆ เราก็ได้แต่ขอ หรือบางครั้งแค่เอ่ยปาก พี่บัญชาเจ้าของบาร์เกย์ก็ประทานมาให้ดั่งน้ำฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุธาลัยสู่แดนดิน (ฉันคงเขียนไม่ผิดละนะ)

ฉันไม่ชอบตอบว่า เรามีงบกันอยู่เท่าไหร่

เพราะมันก็บานปลายทุกครั้ง แต่เมื่อต้องตอบ ฉันก็บอกว่า "หมื่นนึง"

"ห้ะ หมื่นนึง จะไปทำอะไรได้" เสียงตอบกลับมาจากทางไหนไม่รู้

จะทำได้จริงหรือไม่ได้ ฉันก็ต้องทำ ค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเสีย แต่แหม บางครั้ง ฉันกลับต้องเลือกที่จะเสีย ด้วยว่าพี่บัญชาดีเหลือเกิน ไม่ว่าจะเอ่ยปากสิ่งใด พี่จัดสรรให้หมด เรื่องเงินเรื่องเล็ก เวทีเอย ดอกไม้ประดับ โฟมตัดเป็นกรอบรูป อุปกรณ์เครื่องเสียง ปูพรมแดง หรือแม้แต่โคมไฟแชนดาเลียร์ที่สั่งพิเศษเพื่องานนี้ พี่บัญชาก็จัดการทั้งหมดทั้งสิ้น ค่าสถานที่ พี่ก็ไม่คิด รายจ่ายตัวใหญ่ของเราก็คือ ค่าดริงค์ที่คงจะขาดไม่ได้ถ้ามาเปิดงานในบาร์เกย์ กะเอาว่าจะขอจ่ายเป็นอัตราเหมา เมื่อเอ่ยปาก พี่คนฉลาดรู้ว่าน้องลำบากขนาดไหนที่ทำธุรกิจหนังสือ พี่บัญชาคนดี บอกเดี๋ยวพี่คุยกับสปอนเซอร์ให้ แล้วฉันก็ไม่กล้าถามอีก เดี๋ยวจะคล้ายไปตามงาน อยู่มาวันหนึ่งฉันเอ่ยปากเรื่องทำคูปองให้ดริงค์ฟรีสำหรับคนที่ซื้อหนังสือ พร้อมๆ กับที่เห็นโฆษณาบนจอยักษ์ใน   DJ Station ร้านที่เหล่านางโชว์วาดลวดลายส่ายสะบัด 

" ทุรมาลียินดีมอบเครื่องดื่ม...20:30-21:30" 

แปลว่าฟรีนะสิ  ฉันคิด ไม่ได้ยังไงต้องคุยให้ชัดเจน เข้าใจตรงกัน ค่าใช้จ่ายจะมากจะน้อยก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ

"พี่คะ เอ เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขามาดื่มแก้วที่สอง หรือต้องทำคูปอง..." 

"ฟรีหมดแหละช่วงนั้น" เสียงพี่บัญชาพูดแบบรำคาญที่ต้องมาคิดเรื่องจิบๆ มายุ่งยากกับการรับคูปอง

ดังสายฟ้าฟาด ฟ้าประทานอะไรให้ฉันมากมายขนาดนี้!!

ฉันยกสิบนิ้วขึ้นวันทาด้วยระลึกในพระคุณที่พี่รุ่นใหญ่เอ็นดูเด็กที่ฝันไกลแต่ไม่มีทุน (ให้ถลุงมากนัก)

การแสดงชูโรงในงานเปิดตัวครั้งนี้ เราตั้งใจกันอย่างเต็มที่กับละครสั้นดัดแปลงมาจากเนื้อหาในหนังสือ คุณทุรมาลีของเราก็ช่างเนรมิตบทได้อย่างน่า ... (ไว้ดูเองละกันค่ะ เดี๋ยวจะไม่สนุก)

ทุกคนตั้งใจ เราซักซ้อมกันหลายรอบ บางคนจำบทได้ทั้งหมดตั้งแต่ที่เราซ้อมกันครั้งแรก มีหนุ่มทั้งแท่ง ตัวจริงเสียงจริงของเราหนึ่งหน่อ ที่ขอร่วมแจมในละครเปิดตัวครั้งนี้ น้องจอมสุดหล่อของเรานี่เอง ต้องขอบคุณในสปิริตแรงกล้าที่ยอมให้เราล่อลวงไปในที่ๆ น้องไม่เคยไป แต่เมื่อเปิดใจกว้างแล้ว ก็ไม่มีใครจะไปประทุษร้ายโดยไม่สมยอมดอก (แต่ถ้าน้องจอมเปลี่ยนใจ พี่ว่า น้องจอมคงน่วมน่าดู!!)

เป็นการทำงานที่มีความสุขจริงๆ เราให้กันด้วยใจ ฉันได้สัมผัสแล้วว่า สีลมซอย 2 โลกในจินตนาการที่เป็นจริงของรหัสลับ เกเก้วินชี (อิฉันได้เขียนชื่อจริงอย่างถูกต้องแล้วนะฮะ หลังจากที่ชอบเรียกชื่อเล่นมานาน) ไม่ได้น่ากลัวอย่างไรเลย เราจะกลัวสิ่งที่ไม่รู้ แต่เมื่อรู้แล้วก็รู้ว่าไม่ต้องกลัว จะกลัวไปทำไม คนที่นั่นใจกว้างกว่าที่เราคิดนะ จะบอกให้ 

เมื่อเราต่างรู้ว่าเราไม่ได้คิดร้าย คิดดูถูกเหยียดหยามกัน เราก็อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข แถมฉันยังได้แหล่งข้อมูลสำหรับงานชิ้นต่อไปอีกต่างหาก หุหุ คนตาขาวก็อดได้ของดีไปล่ะ ฮ่าๆ ๆ

 

 
 

หลังจากงานเปิดตัวเจ้าชายน้อยเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคมที่มาผ่านมา เราก็ยังมีการจัด Roadshow ไปตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หนังสือจุฬา B2S เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และที่เราจะไปเยี่ยมเยือนสิ้นเดือนนี้...ร้านคิโนคุนิยะ

พร้อมๆ กับที่ดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์หนังสือเจ้าชายน้อยในระยะยาว เราก็เริ่มต้นสำรวจพื้นที่ในสีลมซอย 2 ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะสามารถจำลองบรรยากาศบาร์เกย์ในฝรั่งเศสได้ใกล้เคียง ให้ผู้มาร่วมงานได้เข้าไปอยู่เป็นตัวละครในหนังสือที่เราบรรจงเลือกสรร หลอกล่อให้ทุรมาลีแปล พร้อมๆ กับนั่งดื่มไวน์ โทรทางไกลถามเพื่อนชาวเกเก้ เพื่อให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ที่สุด 

 ฉันในฐานะที่เป็นคนลงภาคสนาม ไปๆ มาๆ สีลมซอย 2 จนดื่มด่ำ สัมผัสความสุขและปลอดภัยในการเปลี่ยนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไปได้ไม่น้อยทีเดียว ฉันได้เคยเขียนคำอธิบายเพื่อตอบข้อสงสัยให้หลายๆ คนที่มองด้วยสายตาดั่งฉันเป็นตัวประหลาดยักษ์ แม้นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ ยังต้องถามอีกครั้งว่า "จัดงานเปิดตัวที่ไหนนะ" ฉันถามแกมข่มๆ ว่า ระดับนี้กล้ามาร่วมงานรึเปล่า แต่ก็ได้รับความเงียบเป็นคำตอบ

 วันนี้ฉันคัดลอกบทความที่ฉันเคยเขียนไว้เมื่อตอนไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ให้อ่านกัน แล้วจะมาอัพเดท หลังจากประชุมทีมงานทั้งที่อาสา โดนบังคับ และต้องทำโดยหน้าที่ในเย็นวันนี้ให้อ่านกันต่อไปนะคะ

+++

ทัวร์ซอย 2

ครั้งนี้ดูจะเป็นครั้งแรกที่ฉันเขียน note นี้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปก๊อปปี้จากที่ไหนๆ อย่างที่เคยๆ บางครั้งเราคงต้องอธิบายให้คนอื่นได้ฟัง จะได้เข้าใจที่มาที่ไปและเหตุผลในการกระทำ โดยเฉพาะคนที่ดีกับเรา คนที่ห่วงใยเรา พร้อมๆ กับที่ฉันก็คงต้องทบทวนการกระทำของตัวเอง หากแม้นจะได้พินิจพิจารณาแล้ว แต่มุมที่ฉันมองไม่ใช่มุมที่ คนอื่นเห็น เหมือนๆ กับที่บางคนคลำเจอหางช้าง บางคนคลำเจองวง เมื่อพูดถึงสิ่งเดียวกัน แต่มองคนละมุมละด้าน ก็จะเหมือนพูดกันคนละเรื่อง น้อยคนที่จะมองเห็นภาพใหญ่ เรามักจะเห็นบางส่วน บางเศษเสี้ยวที่อยู่ใกล้ตัว

วันนี้เป็นครั้งที่สองที่ฉันไปสีลมซอย 2 หลายๆ คนรู้อยู่แล้วว่าเป็นที่ๆ ชาวสีม่วงไปเที่ยวกัน ฉันก็สีม่วงนี่นา (สีของสำนักพิมพ์กำะหยี่นะจ่ะ) เราเป็นสำนักพิมพ์ที่เป็นมิตรกับเพศทางเลือก เราตั้งใจจะออกหนังสือที่เกี่ยวกับเพศนี้ปีละหนึ่งเล่ม และปีนี้ ปีแรกที่เรามุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ กลุ่มที่มีพลัง กลุ่มที่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสแล้ว ไม่ได้น่ากลัว น่ารังเกียจ ดังภาพลักษณ์ที่คนมักจะมอง

ฉันได้เข้าไปสัมผัสโลกนี้อย่างชัดเจน 2 ครั้ง นอกเหนือจากการมีเพื่อนสนิทรุ่นใหญ่เป็นผู้ที่เปิดเผยตัวชัดเจนว่าเป็นเกย์ ฉันขอบอกว่า การไปเที่ยวที่นี่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงมากกว่าเที่ยวเธคหรือผับธรรมดาด้วยซ้ำไป เหตุผลข้อแรกก็คือ ผู้หญิงไม่ได้มีความหมายในโลกเกย์

เพื่อนเกย์ของฉันบอกว่า " นี่เธอ ไม่ต้องแต่งตัวอะไรนักหนาหรอกวันนี้น่ะ เพราะแต่งยังไงก็ไม่มีคนสนใจ "

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เหล่าเกย์หนุ่มเกย์สาวเขาก็คุยกันไปตามประสา ฉันเป็นผู้สังเกตุการณ์ ดูแล้วก็ไม่มีใครมองฉันด้วยซ้ำไป แต่วันนี้ฉันก็ได้คุยกับนางโชว์ที่สวยมากคนหนึ่ง ฉันชอบที่เธอบอกว่า เธอขอพระให้มีความสุข ซึ่งพูดเท่านี้ก็ครอบคลุมทุกอย่างแล้ว เธอมีความสุขใช้ชีวิตกับแฟนเกย์หนุ่มมาร่วมสิบปี ใช่ว่าสังคมเกย์จะเป็นชีวิตฉาบฉวยเมื่อไหร่

ฉันดูๆ ไปแล้ว ที่นี่เป็นที่ๆ หนุ่มๆ มาปลดปล่อยความเป็นสาวที่ไม่ ได้การยอมรับเวลากลางวัน หลายๆ คนเรียบร้อยดี ฉันเห็นนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้คุยกับใคร ไม่ได้ทำตัวให้โดดเด่น ฉันว่า แค่ได้แต่งเป็นหญิงก็พอใจแล้ว ตอนที่ฉันดูโชว์ ซึ่งก็เป็นโชว์ลิปซิงธรรมดา เกย์แต่งตัวเป็นผู้หญิงเต้นบนเวที สายตาเกย์สาวที่มองด้วยความชื่นชม ฉันแปลเอาเองว่า เขาเหล่านั้นอยากแต่งตัวเหมือนนางโชว์บนเวที ได้แสดงความเป็นตัวเธอตัวเขา ได้ปลดปล่อยสิ่งที่สังคมตีกรอบเอาไว้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร

จริงๆ แล้ว ฉันไปที่นั่นเพื่อสำรวจสถานที่จัดงานเปิดตัวหนังสือเกย์วินชี่โค้ด วรรณกรรมล้อเลียน ที่หยิบยกเรื่องเกย์มาเป็นตัวเปรียบเทียบเนื้อหาของดาวินชี่โค้ด หนังสือและหนังชื่อดังที่น้อยคนนักจะไม่รู้จัก ฉันอ่านหนังสือเรื่องนี้ด้วยความหฤหรรย์ สนุก แสบสันต์ ได้รสขาดจนติดสำนวนจัดจ้านมาในชีวิตจริง แป๊บนึง

พี่ๆ น้องๆ ชาวสีม่วง กระตือรือร้นกับโครงการนี้มากจนฉันซาบซึ้งในความมีน้ำใจของทุกๆ คน นับตั้งแต่เจ้าของ ลูกค้าประจำที่ทำตัวเป็นเจ้าภาพพาเดินชมสถานที่และอธิบายเหมือนเป็นมัคคุเทศก์ เหล่านางโชว์ที่ยินดีจะร่วมจััดงาน เราคุยกันด้วยใจ เจ้าของสถานที่ไม่คิดเงิน ยินดีช่วยตกแต่งทั้งในร้านและทางเดินตรงส่วนกลาง แถมยังจะเอาแชนดาเลียร์มาใส่ให้อีกต่างหาก ตามธีมที่พลพรรคสำนักพิมพ์กำมะหยี่จินตนาการ วาดภาพฝันเอาไว้

งานคราวนี้ ฉันจะขอเฉิดฉายในชุดอลังการ ไม่หัวหมุน มือพัลวันเหมือนคราวเปิดตัวหนังสือเจ้าชายน้อยอีกแล้ว

นี่เป็นเรื่องนึงที่อยากเล่าให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เข้าใจ และลองเปิดใจมอง ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง ความกลัว ความเข้าใจผิดๆ มักทำให้สุญเสียโอกาสที่จะรับรู้ เจอะเจอกับเรื่องน่าสนใจ

ฉันถือว่าฉันโชคดีที่ได้มาเจออะไรที่น่าสนใจ น่าศึกษาอย่างนี้ โดยที่ไม่ได้เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ที่นั่นเป็นอีกที่ๆ ฉันกล้าไปนั่งสบายๆ อย่างสบายใจ

 

 


อาจจะดูช้าไปสักหน่อยสำหรับการเล่าเรื่องราวความเป็นมา กว่าหนังสือแต่ละเล่มจะเสร็จพร้อมวางแผงให้ซื้อหาเก็บไว้เป็นหนังสืออมตะ ส่งผ่านความนึกคิด ปรัชญาจากรุ่นสู่รุ่น...

หนังสือเล่มนี้ ฉันไม่ค่อยได้เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนเนื้อหาสักเท่าไหร่ งานในความมอบหมายของฉัน (ประมาณว่ามอบหมายตัวเองนั่นแหละ) คือ ทำยังไงให้หนังสือได้กระจายไปถึงมือผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ให้คนที่ต้องกระเม็ดกระแหม่รายได้ที่มีตัดสินใจซื้อหนังสือดีๆ ให้ลูกได้สัมผัส หนังสือเจ้าชายน้อยเวอร์ชั่นการ์ตูน ปกอ่อน สี่สีทั้งเล่ม ราคา 195 บาท เราใจกล้าพิมพ์ครั้งแรก 10,000 เล่ม จำนวนพิมพ์สูงเป็นประวัติการณ์ เพราะเรารู้ว่าถ้าเราไม่พิมพ์มาก ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์จะสูงเกินกว่าที่เราจะกำหนดราคาขายที่น้อยกว่าสองร้อยบาท แต่เราก็ยังมีรุ่นปกแข็งที่ตั้งราคาสำหรับผู้ซื้อหาเพื่อการสะสม มีเลขกำกับเฉพาะทุกเล่ม จำนวน 2010 เล่มเท่านั้น

ฉันนั่งนึกถึงสิ่งที่ฉันทำเพื่อให้หนังสือเล่มนี้ขายได้ ว่ามีอะไรบ้าง

1  ดำเนินการทุกวิถีทางจนได้คำนำจากเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

2 ได้ท่านอัครราชทูตฝรั่งเศสให้เกียรติกล่าวสุนทรพจน์ในงานเปิดตัวหนังสือเจ้าชายน้อยเวอร์ชั่นการ์ตูน

3 ทำตัวน่าสงสารจนถึงขั้นที่เพื่อนคนเก่ง ผู้บริหารของเว็บชื่อดังสนั่นประเทศ มาช่วยประสานงานกับโรงพิมพ์ ติดต่อ B2S ขอสปอนเซอร์ ให้ไอเดียทางการตลาด รูปแบบการประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ 

4 ได้พิธีกรเอกอย่างพี่ฮาร์ท ในงานเปิดตัวหนังสือเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

5 ได้น้องแฮรี่ จาก ถ้าคุณแน่ อย่าแพ้เด็กประถม พร้อมคุณแม่มาสร้างสีสันในวันงาน

KAnne

6 แฟนตัวยงของเจ้าชายน้อยอย่าง พี่จี๊ด จิระนันท์ พิตรปรีชา มาร่วมเสวนาโดยใส่เสื้อเจ้าชายน้อยสุดโปรดมาร่วมงาน

ึ7 ได้ลงสื่อมากมาย มากกว่าที่เราเคยทำมาทั้งหมด โดยความช่วยเหลือของทีมงาน ที่เหนื่อยกันอย่างสุดฤทธิ์

8 ได้มีโอกาสมอบหนังสือเจ้าชายน้อยแบบกระทันหันให้ผู้สำคัญสูงสุดในวงการศึกษาอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน

9 ได้ใจผู้ใหญ่ในวงการ ให้ความช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงสำนักพิมพ์น้องใหม่ ถามข่าวคราวทุกขั้นตอน

10 ได้โฆษณาทุกขั้นตอนของการจัดพิมพ์และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ใน facebook จนเพื่อนๆ หลายคนเห็นบ่อยจนต้องซื้อ ด้วยเหตุที่เพื่อนของฉันส่วนใหญ่อยู่ในวงธุรกิจ น้อยคนที่จะได้เคยสัมผัสวรรณกรรมคลาสสิคอย่างเจ้าชายน้อย 

และอื่นๆ ที่ฉันถือเป็นความภูมิใจส่วนตัว บางครั้งคนในครอบครัวเอ่ยขึ้นว่า ไม่เห็นมีรูปของฉันในสื่อบางสื่อเลย แต่ฉันก็บอกด้วยความภูมิใจยิ่งว่า ฉันอยู่เบื้องหลังความสำเร็จขั้นต้นของหนังสือเล่มนี้ ฉันได้ร่วมงานกับทีมงานคุณภาพที่อดตาหลับขับตานอนเพื่อให้จินตนาการของชาวกำมะหยี่ ได้รับการเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง ได้วางตามร้านหนังสือชั้นนำเพื่อส่งเสริมการขาย 

นี่เป็นความสำเร็จขั้นต้น แปลกที่ครั้งนี้ฉันมีเป้าหมายสูง ต้องการให้หนังสือได้เข้าถึงพ่อแม่และเด็กระดับประถม เพราะหนังสือเวอร์ชั่นดั้งเดิมเป็นหนังสือนอกเวลาระดับมัธยม เวอร์ชั่นการ์ตูนนี้แหละ ที่จะทำให้ฉันได้มีโอกาสสร้างความประทับใจให้เด็กๆ ยิ่งถ้าเป็นหนังสือเล่มแรก เล่มที่มีคุณค่าอย่างเหลือล้นสำหรับเด็กๆ ตลอดจนเป็นหนังสือประจำชีวิต ยิ่งทำให้ฉันเป็นสุขใจอย่างที่สุด

 ฝันนี้ ฉันจะค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ แม้ว่าการทำตามหลักการในหนังสือจะทำให้ฉันเดินไปสู่จุดหมายได้ช้ากว่าทางลัดที่ใครๆ เดินกัน ฉันก็จะสู้ต่อไป

 เพราะมีกำลังใจจากผู้อ่านทุกๆ ท่านและผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตาฉันไม่เสื่อมคลาย

ขอขอบคุณด้วยระลึกถึงบุญคุณอย่างไม่มีวันลืมค่ะ (แต่อาจไม่แสดงออก หวังว่า "ใจจะสื่อถึงใจ"ได้นะคะ)

 


ไม่ได้อัพเดทข้อมูลกันนานเกือบเดือนทีเดียว ด้วยว่าพวกเราสนุกสนานกับการขนหนังสือ นับสะตุ้งสตางค์จากการขายหนังสือที่ไม่มากไม่น้อย แต่ภูมิใจที่ "ลูกๆ" ของเราแต่ละเล่มช่วยหาเงินกันอย่างขยันขันแข็ง โดยเฉพาะลูกคนสุดท้องเพิ่งคลอดก่อนงานสัปดาห์หนังสือเพียงไม่กี่วัน ทุกคนภูมิใจ ( อีกแล้ว) กับที่ตากผ้า หน้าปกหนังสือ ไม่ว่าเราจะเอาลูกเล่มนี้ไปฝากไว้ที่บูธไหน ยอดขายนำโด่งแซงพี่ๆ จนค้อนกันขวับๆ 

ลูกรายต่อไปที่จะคลอดตามมา ชิงกันอยู่ว่าจะเป็นน้องเกเก้ Gay Vinci Code หรือน้องเบเกอรี่ The Bakery Attack  ตอนนี้้ น้องทั้งสองอยู่ระหว่างการตรวจแก้ของบรรณาธิการ จากนั้นเราก็จะจัดหน้าและพิสูจน์อักษร เรียบร้อยก็ส่งโรงพิมพ์ให้แฟนๆ ได้ตามอ่านกัน สำหรับปกหนังสือทั้งสองเล่ม พวกเราใกล้จะโพสต์กว่าจะมาเป็นปกของทั้งสองเล่มให้ชมกันเต็มทีแล้ว ไม่เกินต้นเดือนหน้า ได้เห็นปกหนังสือของเราแน่นอนค่ะ

ผ่านช่วงร้อนทั้้งอากาศและการเมือง ค่อยทุเลาความเหนื่อยจากงานหนังสือฯ ได้เวลาเริ่ิมทำงานหลังวันหยุดอันยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยังมีอะไรต้องทำ ทั้งช้ากว่ากำหนดและที่ใกล้จะถึงกำหนดอีกแล้ว 

ขอบคุณสำหรับผู้ที่อุดหนุนหนังสือของกำมะหยี่และแฟนๆ ทุกท่านที่ติดตามความเป็นไปๆ มาๆ ของพวกเรา นี่คือแรงใจให้พวกเราทำงานคุณภาพกันต่อไปค่ะ

 

 

 

 

 


วันนี้เป็นวันเตรียมงานก่อนวันแรกของสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 37 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนังสือของกำมะหยี่ได้พื้นที่โชว์ตามบูธต่างๆ ... เราโตขึ้น ...จากครั้งแรกที่เห็นคณิตศาสตร์ รส. อยู่บนชั้นที่บูธของอมรินทร์ อาการตื่นเต้นดีใจทำให้ความรู้สึกขุ่นมัวใดๆ ที่เกิดก่อนหน้าไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว ...ครั้งที่ผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้ว กำมะหยี่มีน้องๆ นักศึกษามาช่วยงาน ช่วยขนของ แจกมินิบุค ...คราวนี้ ครั้งที่สามที่กำมะหยี่เติบโตเท่าตัวจากปลายปีที่แล้ว หนังสือกำมะหยี่พันกว่าเล่มได้กระจายตามบูธพันธมิตรดั้งเดิมและรายใหม่ที่เราเพิ่งสร้างสัมพันธ์ (และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ดูแลกันและกันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ)

งานใช้แรงงานอย่างการขนหนังสือไปตามบูธไม่ได้ง่ายอย่างที่คนวงนอกคิด เหมือนๆ กับหลายๆ งาน หลายๆ หน้าที่ ที่ถ้าไม่มาสวมบทบาทนั้นเองจะไม่มีวันเข้าใจเลย

วันนี้ได้เล่าให้ผู้ร่วมงานฟังถึงประสบการณ์แต่หนหลังที่ไม่เกี่ยวกับกำมะหยี่ แต่ก็เหมือนกับเรื่องการสวมบทบาทที่แต่ละคนก็มีบทบาทต่างๆ กันไปเรามักจะคิดกันว่างานของเรายากกว่าใคร แต่พอได้สลับบทบาทกันเมื่อไหร่ ไม่ว่าเนื้องานใดก็มีความพิเศษ รูปแบบของปัญหา การจัดการต่างๆ กันไป

"ลูกน้องไม่เคยเป็นนาย ก็จะไม่เข้าใจนาย แต่นายเคยเป็นลูกน้อง นายมีหน้าที่เข้าใจลูกน้องอย่างเดียว"

การขนหนังสือในความหมายของคนทั่วไปคือ

Booktrolley

- ขนหนังสือใส่รถ

- ขับรถมาที่ศูนย์สิริกิติ์

- จอดรถ

- ขนหนังสือจากรถไปที่บูธ

- ตรวจความเรียบร้อย ออกเอกสารเป็นหลักฐาน

มันจะยากอะไร

เรามาเริ่มต้นกันที่ขั้นตอนแรก

ขนหนังสือใส่รถ วันนี้สามชีวิตขนหนังสือจากสองโกดัง(จำเป็น) รถคันที่หนึ่งขนหนังสือสี่หัว(เรื่อง)จากโกดัง 1 ไปที่โกดัง 2 ขนถ่ายหนังสือบางส่วนไปที่โกดัง 2 และช่วยขนหนังสืที่โกดัง 2 ขึ้นรถคันที่สอง ของที่ขนก็มี หนังสือ(แน่ๆ ล่ะ) ชั้นวางหนังสือถอดประกอบได้ แผ่นโฟมลูกฟูก วัสดุสำนักงานไม่ว่าจะเป็นกรรไกร คัตเตอร์ สก็อตเทป แบบฟอร์มตรวจนับ ใบส่งของ ใบราคาสำหรับลูกค้าและสำหรับบูธ โปสเตอร์ภาพปกหนังสือ มินิบุค พลาสติกม้วนสำหรับห่อหนังสือ และเก้าอี้พับได้อีก 2 ตัว  เราขนกันหนึ่งชั่วโมงครึ่งรวมทั้งตรวจนับยืนยันก่อนออกจากโกดัง

รถทั้งสองคันเดินทางสู่ศูนย์สิริกิติ์ ถึงไม่พร้อมกันแน่นอน จะจอดที่ไหนดีถึงจะขนหนังสือสะดวกที่สุด แล้วจุดที่สะดวกเราจะได้ที่จอดมั้ย จอดได้รึเปล่า สารพัดคำถามที่ต้องคิดเพราะการขนหนังสือจากรถเวลาบ่ายสาม แดดกำลังแผดเผาทุกชีวิตยิ่งในช่วงโลกร้อน น้องที่มาถึงก่อนเตือนผ่านสายโทรศัพท์ว่า "อากาศร้อนมากเลยครับ"

รถคันที่สองถึงศูนย์สิริกิติ์ก่อนหลังจากผ่านวิกฤตรถติดทุกเวลาในกรุงเทพฯ เข้าประตูสี่แล้วรีบหักซ้ายเข้าบริเวณเฉพาะสำหรับสมาชิกเซเรเนด โชคดีอย่างยิ่งที่คนขับใช้บริการมือถือมากพอจะได้อภิสิทธิ์นั้น พวกเรากะกันว่าตำแหน่งนั้นเป็นตำแหน่งจอดรถที่เหมาะที่สุดแล้ว เราทยอยขนของใส่รถเข็นพับได้ซึ่งเพิ่งไปถอยมาจากแมคโครเมื่อวานนี้เอง เข้าไปในบริเวณศูนย์ฯ รถเข็นผ่านเข้าไปไม่ได้เพราะน้ำหนักหนังสืออาจมีผลต่อพื้นบริเวณที่ต้องเข็นผ่าน ด้วยวาทศิลปหรือมนตร์จากลมปากนำเราผ่านไปจนถึงบันได โอ แม่เจ้า! แรงงานคนแก่อีกแล้ว เรายกของทุกชิ้น หนังสือทุกเล่มขึ้นบันไดประมาณ 15 ขั้น ยกรถเข็นขึ้นไป แล้วจึงนำของใส่บนรถเข็นอีกครั้ง คราวนี้สบายแล้ว ถึงจุดหมายแรก

งานนี้ใช้คนไวท์คอลล่าร์ 3 คน คนแรกมาจากบูธมารับของที่รถเข็นและพาไปที่บูธแบบที่ไม่ต้องงมหาทาง คนที่สองนั่งรถมากับคนขับรถ ส่วนคนที่สามเป็นหญิงอึดสู้ทุกงานแกร่งทุกสภาพถนน(เอ้ย ไม่ใช่!)

คนขับรถคันที่สองโทรศัพท์นัดแนะกับรถคันแรกให้มาถ่ายของที่บริเวณที่รถคันที่สองจอดอยู่ แค่ยืนอยู่ด้านนอกศูนย์รับรังสีอุลตร้าไวโอเลตเต็มที่ก็เหนื่อยและเพิ่มความร้อนให้อุณหภูมิของอารมณ์ รถคันแรกมารยาทดีไม่กล้าตามน้ำเลี้ยวซ้ายเข้ามาในบริเวณต้องห้าม โทรกันไปมาพักใหญ่ก็บอกให้เบ่งไปเลย เรามีบัตร พระเจ้าอยู่ข้างเรา รถคันแรกจอดเกือบติดกับรถคันที่สองเลย

เพื่อความสะดวก เราขนถ่ายหนังสือจากคันแรกมาที่รถคันที่สอง หากต้องขนหนังสือจะได้มาที่จุดเดียว จากนั้น ชายหนุ่มสองคนครึ่งก็เข้าออกขนหนังสือไปมา ผ่านร้อน (นอกศูนย์) ผ่านหนาว (อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศในศูนย์) เจอบันได ขนขึ้น เจอบันไดอีก ขนลง

หนังสือมันเยอะ ขนเที่ยวเดียวได้ทีละบูธ เรามีพันธมิตรทั้งหมด 5 บูธแปลว่า ขนอย่างน้อย 5 เที่ยว

คนเรามักจะฉลาดหลังจากโง่มาก่อนเสมอ อยู่ที่ใครจะนำบทเรียนมาสอนตัวเองได้เร็วกว่ากัน หรือต้องเรียนซ้ำชั้นไม่รู้จบ

เราเพิ่งนึกได้ว่า บางบูธที่เราต้องขนหนังสือไปส่ง อยู่ใกล้กับทางออกทางอื่นมากกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงควรขนไปยังบูธใกล้ๆ ให้หมดก่อนแล้วจึงขับไปจอดหน้าอีกประตู เพื่อขนหนังสือไปบูธที่ใกล้ประตูนั้น

books นั่นคือความสมบูรณ์แบบ ขนไปบูธหลักก่อน แล้วจึงไปบูธรอง ที่ไหนได้ รีบเอาหนังสือจากบูธหลักไปส่งบูธอื่นๆ ก่อน แล้วก็ย้ายรถไปที่ใหม่ แต่ยังต้องขนหนังสือไปบูธหลักอีก คนขนก็เหนื่อยไป รถเข็นมีคันเดียว ตอนซื้อก็ตัดใจแล้วนา แต่พอขนจริงคราวนี้อยากมีสักสองคัน ไว้ปีหน้าถ้ามีสองคันจะน้อยไปมั้ยหนอ

พลพรรคสำนักพิมพ์กำมะหยี่และเพื่อนพ้องทุกคนขนหนังสือกันหมดทั้ง 7 คน คนเขียนบล้อกดูจะขนน้อยที่สุดเพราะกำกับภาพรวม ชั้นวางหนังสือประกอบได้เรียบร้อยรึยัง จะตั้งไว้ตรงไหน ส่งหนังสือครบมั้ย เอกสารตรงรึเปล่า ตามหารถ คนและรถเข็น  มีส่งหนังสือเกิน-ขาดแล้วทำไง ดีที่แก้ไขทัน (เชื่อฉันสิ บางทีนับตั้งสามครั้งยังมีผิดเลย มันเป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ) ติดต่อบูธที่คุยกันไว้ บางบูธที่เข้าใจว่าได้ก็ไม่ได้ บางบูธที่ไม่คาดคิดก็ได้ขึ้นมา แถมเป็นแฟนหนังสือสำนักพิมพ์กำมะหยี่แต่อ้อนแต่ออก แต่เราเพิ่งพบกัน วาสนาของเรานี้หนอ ใจของเราอยากให้ทุกบูธรับ "ลูก" ของเราไปเลี้ยงดูทั้งหมด แต่เราก็เข้าใจ บางบูธรับดูแลได้จำกัด แต่ "ลูก" เราจะอยู่ดีกินดี แค่นี้เราก็พอใจแล้ว

บางบูธจะรีบปิด เราเลยต้องรีบลัดคิว ส่งหนังสือไปบูธนั้นก่อน แถมยังทาบทามแล้วยอมให้เรานำโปสเตอร์ไปติดด้วย อารามดีใจ แทนที่จะได้จัดหนังสือที่บูธหลักก่อน กลายเป็นส่งหนังสือให้บูธหลักหลังสุดแถมโปสเตอร์ที่อยากได้มาติดก็เอาไปติดอีกบูธ โถ คนเรา โปสเตอร์ทำมาตั้งหลายแผ่น หลายขนาด แต่ขนาดถูกใจนี่ใครๆ ก็ชอบเหมือนกันซะอีก เหมือนเวลาพวกผู้ชายรุมจีบผู้หญิงคนเดียวกัน ยังไงยังงั้นเลย เฮ้อ!

คนเขียนบล้อกวิ่งรอกรอบศูนย์ สอบถามใครอยู่ที่ไหน แย่งกันใช้รถเข็นเป็นพัลวัน คนสำคัญสองคน คนนึงมือถืออยู่ในรถ อีกคนแบตหมด ที่นี้จะทำไงล่ะ ที่จอดรถหายากจะได้แล้วคนขนกับคนขับหากันไม่เจอ สรุปว่าคนขับแก้ปัญหาฉลุย ขับไปจอดตรงที่ห้ามจอดแล้วก็ขนหนังสือ (โดยไม่ใช้รถเข็น) ไปส่งที่บูธ ตรวจสอบความเรียบร้อย ดูเรื่องเซ็นเอกสาร อธิบายเรื่องราคาและรายละเอียด ออกใบส่งของ แถมยังไปเที่ยวขอยืมที่ชาร์จแบตและขออาศัยชาร์ตแบตที่บูธโทรประสานงาน

อีกคนก็หารถจนเจอแต่เอาของในรถออกมาไม่ได้ เดินงุ่นง่านอยู่พักใหญ่ พอสายเรียกเข้ามา (หลังจากชาร์ตแบตได้แล้ว) ความวึ่นวือก็คล้ายจะสิ้นสุดลง

ตบท้ายด้วยการเคลียร์เอกสาร ส่งหนังสือเต็มสตีมให้บูธหลักกันน้อยใจแล้วก็ไปช่วยกันประดับประดาบูธหลัก จัดหนังสือที่ชั้น วางซ้าย ตั้งขวา ทำยังไงนะ คนจะซื้อมากที่สุด

หนึ่งในทีมงานรุ่นเดอะ ขยันขันแข็ง เหงื่อโทรมกาย กรุณามาช่วยแบบกิตติมศักดิ์แต่ใช้แรงงานแบบจ้างมาเต็มเวลา ตะคริวกินทั้งสองข้าง ขอตัวกลับไปดูแลตัวเองก่อน ไม่แค่นั้น กลับถึงบ้านเจอน้องหมาสุดเลิฟป่วยอย่างแรง ทั้งอ๊วกและถ่ายไม่ปกติ จากที่เพิ่งเป็นตะคริว ขาล้า เหนื่อยแสนเหนื่อยต้องอุ้มน้องหมาไปหาหมออีกตั้งไกล ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

betweenthelines

คนเขียนบล้อกขอถือโอกาส ณ ที่นี้ ขออภัยหากได้ล่วงเกิน จาบจ้วงผู้ใดทั้งกาย วาจาและใจ แต่ด้วยต้องการให้งานวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ตาโต เสียงแข็ง ออกจะกระโชกโฮกฮาก(มากไป)หน่อย แต่จิตใจอ่อนโยนนะ เจ้าคะ

เก้าอี้สองตัวที่แบกไปได้ใช้จริงๆ หลังจากเหนื่อยกันมาทั้งบ่าย ได้หย่อนบั้นท้ายสัมผัสแผ่นหนังวัวแท้ที่แสนนุ่ม ก็ทำให้คนนั่งหายเหนื่อยและอารมณ์ดีขึ้นเยอะเชียวล่ะ ไม่เชื่อลองถามคนนั่งดูสิคะ

เห็นใจคนที่ดูแลบูธ อยากให้ยืมเก้าอี้เหมือนกัน แต่มูลค่าเก้าอี้มันเท่ากับราคาขายหนังสือเล่มใหญ่ซัก 20 เล่มนะสิ งานหนังสือน่ะ คนไม่เอาหนังสือหรอก แต่ของอื่นน่ะ ไม่แน่

แต่ไง ฉันก็ติดเก้าอี้ตัวนุ่มไว้ในรถทั้งสองตัวนะ เผื่อได้ไปส่งหนังสือเพิ่มเติม จะแวะเอาไปให้คนที่บูธนั่งให้ชื่นใจเป็นครั้งคราว

เชื่อฉันเถอะ อะไรเล็กๆ เนี่ยล่ะ สำคัญนัก

 

 

 


?

นับแต่วางแผนการทำงานเพราะต้องลุ้นว่าจะคลอดลูกคนที่สามทันงานมหกรรมหรือไม่ ทีมงานก็ขะมักเขม้นกับการทำงานในส่วนของแต่ละคน ตอนต้นสัปดาห์ฉันออกจะดีใจเพราะหายไปวันอาทิตย์วันเดียวแต่มีการประสานงานและมีความคืบหน้าของงานไปมากทีเดียว ฉันใจชื้นขนาดบอกโรงพิมพ์ว่าคงส่งต้นฉบับให้ได้ประมาณวันที่ 11 มีนาคมนี้ แต่ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรค มันจะมันส์ได้อย่างไร เดียวแต่มีการประสานงานและมีความคืบหน้าของงานไปมากทีเดียว ฉันใจชื้นขนาดบอกโรงพิมพ์ว่าคงส่งต้นฉบับให้ได้ประมาณวันที่ 11 มีนาคมนี้ แต่ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรค มันจะมันส์ได้อย่างไร

?

วิธีการทำงานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมทั้งความคาดหวังและผลลัพธ์ที่ต้องการก็แตกต่างกัน ปัญหาจะน้อยลงเมื่อปรับให้สอดคล้องกันได้ หากเรื่องใดไม่สามารถจูนกันติด ก็ต้องหาทางออก ทางแก้กันไป ปกหนังสือคงจะส่งได้ก่อนตามที่คาดไว้ ฉันว่าก็ดีนะ เพราะปกมันยุ่งยากกว่าเนื้อใน เราค่อนข้างจะตกลงกันได้ในเรื่องภาพรวม เหลือรายละเอียดปลีกย่อยที่คุณอาร์ทของเราก็ให้ความเห็นและคำแนะนำเหมือนเป็นพลพรรคกำมะหยี่เช่นเดียวกัน คุณอาร์ทเป็นแฟนตัวยงของพี่มุ (ชื่อเล่นของมูราคามิที่เราเรียกกันประจำ)ถึงกับสมัครเป็นแฟนใน facebook ทั้งๆ ที่ฉันเองใช้ facebook มาก่อนแต่ยังไม่ได้สมัครเป็นแฟนทั้งมูราคามิและมาร์จอเน่ ซาทราพิซักที (รู้สึกผิด แต่โทษพี่คอมจอยักษ์ที่ตั้งแต่ลงโปรแกรมต้านไวรัสก็เป็นไข้มาๆ หายๆ อยู่เช่นเดิม)

?

ส่วนเนื้อใน ถ้าฉันไม่เป็นโรคละเอียดทุกเม็ดขึ้นสมองก็คงจะส่งต้นฉบับได้ทันอีกเหมือนกัน แต่โรคนี้รักษาไม่หาย บางคนเรียกว่าพวกเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์หรือพวกที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ฉันเรียกว่า "อาการรู้สึกผิดถ้าไม่แก้สิ่งที่เห็นอยู่คาตา" ฉันรู้ๆ อยู่เหมือนกันว่าคนที่ทำงานกับฉันได้เป็นคนอดทนมั่กมากกกกก

?

แต่เมื่อแลกกับความภูมิใจที่ได้เห็นลูกคลอดออกมาแบบมีที่ติน้อยที่สุด ฉันก็หายเหนื่อยและหายอาการท้อใจจากความแตกต่างของฉัน ความที่ขาดความอบอุ่นต้องการคนเข้าใจ (ว่าไปนั่น)อาจจะคล้ายๆ พี่แป๊ดที่การทำหนังสือเล่มนี้ เหนื่อยจริงๆ แต่พอเห็นผลงานก็หายเหนือยเป็นปลิดทิ้ง

?

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ซึ้งใจที่คุณมิวตั้งหน้าตั้งตาแปลบทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ ที่เราเพิ่งอัพบล้อกไปไม่นานนี้ (แหะๆ แต่ขอโทษ ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยสุนทรพจน์ของพี่มุเรียบร้อยแล้ว) คุณมิวแปลตั้งแต่หนึ่งทุ่ม ประมาณตีหนึ่งเราถึงเห็นบทความที่อ่านแล้วอารมณ์ดีพร้อมรูปเสร็จสรรพ ฉันเองก็ใช้เวลาแปลสุนทรพจน์ของมูราคามิอยู่หลายชั่วโมงเหมือนกัน

?

แหม ก็จะแปลงานของนักเขียนระดับโลกทีนึง ฉันก็กลัวคนจะค่อนเอาว่า แปลไม่ดีพอนะสิ

?

แต่ฉันก็ทำได้เท่านี้แหละ ยังไงจะแว๊บไปอ่านแล้วแก้พวกตัวสะกดหรือเลือกคำให้ดีขึ้นละกันนะ

?

จากนั้นก็เป็นเรื่องราวจิปาถะ ฉันไปขนหนังสือพันกว่าเล่มเตรียมมาขายให้พี่น้อง แฟนๆ ในงานมหกรรม ได้น้องพงษ์และป้าอู๋ช่วยกันขยันขันแข็ง ถ้าฉันทำคนเดียวฉันคงล้มพับไปแน่ๆ นี่ป้าอู๋ช่วยฉันจนต้องไปซื้อเคาน์เตอร์เพนมาทา บรรเทาอาการยอกจากการเดินขึ้นลง ก้มๆ เงยๆ ส่วนปัญหาอื่นๆ ฉันก็กำลังหาทางแก้อยู่ แก้ไม่ได้ยังไง ฉันก็คงต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

?

ดีใจตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ ในสัปดาห์นี้ ฉันก็ยังไม่ท้อแท้ ทำงานต่อไป เบื่องานนี้ก็หยิบอีกงานมาทำ แล้วก็ถึงเวลาที่ฉันต้องมาสะสางเรื่องหลังบ้านแล้วล่ะ


ออกจะเป็นการเขียนบล้อกแรกในฐานะทีมงานกำมะหยี่ที่คล้ายจะบ่นๆ ปนลุ้นๆ งานหนังสือเหมือนงานโครงการ เสร็จเป็นเล่มๆ แล้วเราก็เริ่มเล่มใหม่ ปีนี้เราทำกันไปสองเล่มเรียบร้อยแล้ว (แอบบ่นว่าเหนื่อยโค-ตะ-ระ) จะว่าไปแล้ว คนที่ไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบจะไม่รู้ว่า มันวุ่นวายแค่ไหน เพราะอะไรๆ มันก็ดูจะเหมือนกันทุกๆ เล่ม แต่พอเรามีกำหนดการออกหนังสือที่ชัดเจนและเรารู้ว่ามันมีความหมายแค่ไหนที่ต้องทำให้เสร็จทันเวลา ความเครียดก็เริ่มก่อเกิด

รวมเรื่องสั้นมูราคามิเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เราตั้งใจว่าจะวางแผงกันตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้แล้ว แต่ด้วยความที่เราพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้เราตัดสินใจว่า เราจะเลื่อนการออกหนังสือไปเพื่อให้สามารถจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในจำนวนสามเล่มที่เราจะออกในปีนี้ ไม่แค่นั้นหรอกนะ ปลายๆ ปี แฟนๆ มูราคามิจะได้อ่าน What I Talk About When I Talk About Running ที่จะทำให้แฟนๆ รู้จักตัวตนของพี่มุได้เป็นอย่างดี (ชื่อเล่นที่พลพรรคชาวกำมะหยี่ชอบใช้ เพราะมันสั้นดี)

CoverFirefly กลับมาเม้าท์ถึงเล่มแรกกันก่อนนะคะ ตอนนี้เราได้หน้าปกหนังสือ เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน อันเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นจากชุดภาษาญี่ปุ่นที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Firefly, Barn Burning and Other Stories เรื่องที่เรานำมาเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่มนี้ก็คือ เรื่องสั้นที่เป็นตอนเริ่มเรื่องของ Norwegian Wood หรือชื่อภาษาไทย ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย ที่โดนใจแฟนๆ อย่างจังจนเราจะได้ดูภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายเรื่องนี้ภายในปีสองปีนี้นั่นเอง

กว่าจะมาเป็นปกอย่างที่เห็นกันนี้ ก็มีการฟาดฟันทางความคิดกันช้ำเลือดช้ำหนองไปตามๆ กัน แต่ก็จำได้ว่า หนังเรื่อง แฟนฉัน ที่มีผู้กำกับ 7 คน ก็ทะเลาะกันน่าดู เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นหนังที่ประทับใจฉันจริงๆ แล้วที่มากว่าจะเป็นปกหนังสือเล่มนี้ จะมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์ "กว่าจะมาเป็นปก" นะคะ

คนที่เหนื่อยที่สุดคงไม่พ้นแม่งานและบรรณาธิการเล่มของเรา พี่แป๊ด แฟนมูราคามิตัวยง ที่ฉันเพิ่งทราบจากคำนำที่พี่แป๊ดเพิ่งส่งมาให้จัดหน้าว่า พี่แป๊ดของเราอ่านหนื่งในเรื่องสั้นที่รวมอยู่ใน Firefly (ขอเรียกชื่อเล่นของรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่ม 1 เพื่อความเป็นกันเองนะคะ) กว่า 100 ครั้ง ก็ยังให้งุนงงสงสัย ไม่เข้าใจในปริศนาของเรื่องนี้ อีกทั้งการประสานงานกับนักแปลที่เราคัดมาเฉพาะแฟนๆ พี่มุโดยเฉพาะไม่ง่ายเลย พี่แป๊ดรับหน้าที่เป็นแม่งานดูแลนักแปลสำหรับรวมเรื่องสั้นทั้งสามเล่ม ทั้งชักชวน ชี้แนะ ตามต้นฉบับ ตรวจแก้ต้นฉบับ ทั้งยังเขียนคำนำ คำโปรยให้อีกด้วย

ตอนนี้ต้นฉบับรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่ม 1 ถึงมือคนจัดหน้าเรียบร้อยแล้ว เราพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หนังสือคลอดทันขายในงานมหกรรมหนังสือที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ถ้าใครไม่ได้ทำหนังสือ อาจจะคิดว่า "โห อีกตั้งเดือน ทำไมจะไม่ทัน"

"ก็มันจะไม่ทันนะสิ ถึงได้มาลุ้นที่บล้อกทีมงานอยู่นี่ไง"

กว่าจะออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มอย่างที่เราซื้อหรือยืมมาอ่านกัน ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมากมายอย่างที่ฉันซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในโลกวรรณกรรมไม่เคยรู้มาก่อน ฉันเคยแอบหัวเราะเวลาอ่านหนังสือแล้วมีการสะกดคำผิด ประมาณว่า ของแค่นี้เขียนผิดได้ยังไง พอได้มาดูแลหนังสือตั้งแต่ยังไม่เป็นวุ้นจนคลอดออกมา ก็เลยรู้ซึ้งแล้วว่า ตรวจกี่รอบมันก็เจอที่ผิดทุกที ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่ต้นฉบับที่ดูแล้วดูอีกว่ามันไม่มีผิดแล้ว พอเข้าโรงพิมพ์ได้ดูครั้งสุดท้าย ซึ่งควรจะดูเฉพาะตัวอักษรโดด กลับเจอจุดที่ต้องแก้ไขทุกที ให้ตายเถอะ

การส่งต้นฉบับตรวจแก้ไปมา ไม่ได้หมายความว่า เจอที่ผิดส่งแก้แล้วจบ แต่บางครั้งแก้แล้วเปลี่ยนใจกลับไปใช้คำเดิมก็มี หรือส่งแก้แล้วแต่คนแก้แก้ไม่ครบทุกจุด มันเป็นเรื่องปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ แต่กินเวลามาก การประสานงานจัดพิมพ์หนังสือแต่ละขั้นตอน ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเดินทาง การส่งเอกสารไปมา เป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานช้ากว่าที่คิด ยิ่งถ้าต้องให้คนขี่มอเตอร์ไซด์รับส่งเอกสารด้วยแล้ว อาจเสียเวลาไปเป็นวันๆ กว่าจะได้ข้อมูลกลับ โชคยังดีที่ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ตใช้ ถ้าไฟล์ไม่ใหญ่จนเกินไป เราก็สามารถส่งไปมาเพื่อตรวจแก้ได้ทันที พวกเราชาวกำมะหยี่รู้เป็นอย่างดี เพราะเราเจอกันเดือนละครั้งก็เก่งแล้วด้วยซ้ำไปนะ เราคุยกันผ่านวินโดว์ไลฟ์แมสเซนเจอร์ (เขียนซะเต็มยศเชียวเรา) ส่งอีเมลกันวันเป็นสิบฉบับ บางครั้งเราต้องยืนยันโดยการส่งอีเมลกลับว่าได้รับข้อมูลแล้ว เพราะบางครั้งการที่เราส่งอีเมลไป ไม่ได้หมายความว่าจะถึงผู้รับ บางทีส่งถึงแต่ผู้รับไม่ได้เปิดไฟล์ที่แนบมาอ่าน ก็ทำให้งานไม่ได้เดินไปตามที่กำหนดไว้ แต่ก็อีก ถ้ายืนยันกันทุกขั้นตอน (ซึ่งเราทำอย่างนั้นกันอยู่) ก็อาจก่อให้เกิดความรำคาญกันในหมู่ทีมงาน ประมาณว่า "เอ๊ะ ทำไมยังไม่ตอบ เอ๊ะ ยังไม่ได้รับเหรอ อ้าว ส่งไฟล์ผิด)

วันนี้ฉันเขียนกำหนดการโดยละเอียดส่งเมลให้บรรดาทีมงาน ขอให้ทุกคนรักษากำหนดการที่ตั้งเอาไว้เพื่อเราจะได้เห็นรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่มนี้ วางเคียงกับหนังสืออีกสามเล่มของพี่มุที่กำมะหยี่จัดพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว ให้บรรดาแฟนๆ ชื่นใจ และพวกเราเหล่าทีมงานมีรอยยิ้มให้กับลูกของเราเล่มนี้ ให้รอยยิ้มทำให้อาการขุ่นข้องหมองใจ อาการหงุดหงิดที่ตามจริ้งตามจัง หายไปจากหัวใจของคนรักหนังสืออย่างเราทุกๆ คน

ช่วยลุ้น เป็นกำลังใจกับพวกเราด้วยนะคะ

 เรายังคงเชื่อมั่นในความอัศจรรย์ของมนุษย์...  (ของโรงพิมพ์ ของสายส่ง ของคนจัดหน้า ของพิสูจน์อักษร ของบรรณาธิการ ของคนออกแบบปก)

 


ผลงานทุกเล่มที่เราตั้งใจเสนอ

ผู้ที่ให้เกียรติร่วมงานกับเรา

เราเป็นใคร ไปรู้จักกัน

เข้าระบบ

ใครกำลังออนไลน์

ไม่มีสมาชิกออนไลน์

www.gammemagie.com
Gamme Magie Editions