วันนี้วางหมวกนักแปลเอาไว้ก่อน เดี๋ยวบ่ายๆ ค่อยหยิบมาใส่ คว้าหมวกเจ้าสำนัก ตรวจเลย์เอาต์ภาพประกอบของต้นฉบับ "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" หรือ What I talk when I talk about Runing เหลือเติมข้อมูลอีกเล็กน้อย สรุปปกกันสักหน่อย
แล้วก็ ชะแว้บ เปิดไฟเขียวเข้าโรงพิมพ์ได้เลย สักกลางอาทิตย์หน้า ตามกำหนดที่วางไว้คร่าวๆ
ส่วน "คำสาปร้านเบเกอรี" ป่านนี้น่าจะ สุก เอ๊ย...เสร็จเรียบร้อย เตรียมส่งสายส่งได้แล้ว (คาดเดาเฉยๆ ไม่กล้าถามผู้ดูแล เดี๋ยวจะโดนกล่าวหาว่าตามจิกงาน -- ไม่ใช่หรอก แต่ใกล้เคียงนิดๆ แหม.. ช่วงเวลาหนังสือออกจากโรงพิมพ์เนี่ย ไม่ว่าจะเล่มที่หนึ่งหรือเล่มที่ 14 ความรู้สึกตื่นเต้นไม่เคยลดน้อยลงเลย ไม่รู้ทำไม สงสัยเป็นความบ้าเห่อ)
วางหมวกเจ้าสำนัก หยิบหมวกเว็บมาสเตรสส์ วันนี้ต้องปิดรอยรั่วของเนื้อหาฝั่งภาษาอังกฤษของเล่มเกเก้ เส้นแสง และเบเกอรี ให้เรียบร้อย ถึงเราจะไม่มีงบส่งทีมงานไปล่าลิขสิทธิ์หนังสือที่เมืองแฟรงเฟิร์ตเหมือนใครเขา แต่เราเริ่มติดต่อหาหนังสือสำหรับปีหน้าและปีต่อๆ ไปแล้ว ดังนั้น หน้าเว็บที่เปรียบเสมือนหน้าบ้านและในบ้านของเราควรจะมีข้อมูลให้บรรดาแขกเหรื่อชาวต่างประเทศเข้ามาทำความรู้จักอย่างครบถ้วน เมื่อคืนหัวหน้ากองบรรณาธิการแปลเนื้อหาภาษไทยเป็นอิงลิชให้แล้ว ตรวจสอบชื่อเรื่องในภาษาอังกฤษบางจุดสักเล็กน้อย แล้วก็ตัดแปะได้เลยแทบจะสำเร็จรูป
คนที่คลิกมาเพราะ 1Q84 เริ่มเบื่อแล้วใช่มั้ยคะ ... เอ้า เข้าเรื่องเสียที ต่อไปนี้เป็นความเป็นมาเป็นไป เบื้องหลังการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเล่มหนา 2 เล่ม 1 เรื่อง ชุดนี้

ในฐานะที่เราติดตามงานของฮารูกิ มูราคามิมาตลอด เมื่อข่าวคราวของ 1Q84 มาถึง เราก็เริ่มติดต่อเอเย่นต์ขอซื้อทันที ต่อมาได้ทราบข่าวว่ามีสำนักพิมพ์อีกแห่งหนึ่งติดต่อขอซื้อไปเช่นกัน
การประมูลลิขสิทธิ์จึงเปิดฉากขึ้น
การประมูลครั้งนี้ไม่ได้ทำขึ้นในห้องประมูล มีค้อนทุบอย่างในหนัง แต่เป็นการประมูลเสนอราคาแบบทางไกลระหว่างประเทศไทยกับอินเดีย ขณะที่ฉันกำลังอยู่บนถนนที่มีเสียงแตรกระหึ่ม เพื่อไปขึ้นเครื่องบินกลับบังกาลอร์หลังพักร้อนแถวดาร์จีลิ่ง คุณแอนส่งอีเมลเข้ามาที่ไอโฟนบอกว่าเราต้องรีบเสนอราคาประมูลไปโดยด่วน การคิดคำนวณค่าลิขสิทธิ์ของหนังสือเล่มนี้จึงทำไปพร้อมกับการเช็คอินที่นั่ง เดินไปนั่งรอขึ้นเครื่องในสนามบินกัลกัตตา
ราคาที่เราเสนอไปนั้น เป็นราคาที่เรียกว่า กัดฟันดังกร๊อบ ให้ด้วยใจรักอย่างเดียว ตัดใจไม่สนเรื่องที่ว่าเป็นหนังสือเล่มหนาที่ขายยาก กลุ่มคนอ่านก็ไม่ได้มากมายขายได้ถล่มทลายอย่างในญี่ปุ่น และภาษาไทยไม่ได้เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเหมือนภาษาอังกฤษ
ราคาที่เราเสนอไปนั้นเป็นราคาที่เราคำนวณคร่าวๆ แล้วว่า ไม่มีทางได้กำไร อย่างมากเสมอตัว และกว่าจะเสมอตัวเราต้องอดทนค่อยๆ ขายไปเรื่อยๆ อีกนาน ถ้าสำนักพิมพ์คู่แข่งเสนอราคาประมูลมากกว่านี้ เขาต้องขาดทุนแน่นอน แสดงว่าเขามีใจให้อย่างเต็มที่เหมือนกัน ...
ถ้าเราแพ้ประมูล อย่างน้อยหนังสือสองเล่มนี้ก็ตกอยู่ในมือคนที่มีใจให้เหมือนๆ กับเรา จึงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ ไม่ว่าใครได้ลิขสิทธิ์ไป ยังไงคนอ่านไทยก็จะได้อ่าน
สุดท้าย เราก็ได้ข่าวว่าเราชนะประมูล
และตอนนี้ สัญญาลิขสิทธิ์ส่งจากเมืองไทยมายังอินเดียเรียบร้อย ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของฉัน เซ็นชื่อในนามสำนักพิมพ์กำมะหยี่เรียบร้อยแล้ว
รอส่งกลับเมืองไทย เพื่อส่งต่อไปญี่ปุ่น เพื่อส่งต่อให้ฮารูกิ มูราคามิ เซ็นชื่อและลงตราประทับประจำตัวตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่นเท่านั้น