ThaiEnglish

Open opportunity

In an effort to be a part in opening the world literature for Thai people and introducing Thai readers to world-class literary work that is worth a lifetime reading, Gamme Magie Editions is looking for enthusiastic French-Thai, Italian-Thai, Swedish-Thai and Japanese-Thai translators. Interested to work with us? write to gammemagie@gammemagie.com. We will be waiting!
Tag >> Murakami

 

ไม่ทราบว่า ฉันได้เอาหน้าปกหลังเล่ม "ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน" ที่จะออกในไม่ช้านี้มาอวดหรือยังคะ 

เอ... ดูเหมือนจะยัง ... งั้นอวดเลยละกัน

 

ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน

ปกงามขนาดนี้ แล้วจะอวดเฉยๆ ไม่เล่าที่มาที่ไปได้อย่างไรเนอะ 

เช่นเดียวกับปกทุกเล่มของเรา  ปกเล่มนี้กว่าจะมาเป็นปกมีเรื่องราวผจญภัยหวือหวาแถมน่ารักแอบซ่อนอยู่  เพราะเป็นปกที่สร้างความปวดหัวให้กับพี่แป๊ด แม่งานและบรรณาธิการผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับโครงการนี้เป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากรูปภาพล็อตแรกที่ทางตากล้องส่งเสนอเป็นรูปแผ่นเสียง ดำทมึน ที่ได้ตกอันดับมาเป็นปกหลังดังที่เห็นนี้ 

พี่แป๊ด แฟนมูราคามิตัวยงเห็นรูปที่เสนอครั้งแรกแล้วกรี๊ดสลบ ยืนกรานว่า งานมูราคามิไม่มืดไม่ดำ เราควรจะฉีกภาพความขรึมขลังน่ากลัวตรงนั้นไป ใช้รูปที่แสดงความสดใสร่าเริง สวยงามเตะตาน่าจับต้อง น่าเป็นเจ้าของ

การถ่ายรูปปกใหม่จึงเริ่มขึ้น เปลี่ยนมุมมองการตีความใหม่ให้เป็นความสดใสสนุกสนานของปาร์ตี้ปีศาจตามท้องเรื่อง   เมื่อรูปที่คัดเลือกผ่านเสียงโหวตแล้ว คุณอาร์ท  Try2benice ก็บรรเลงรับช่วงออกแบบต่อ โดยมีพี่แป๊ดจับตามองและช่วยออกความเห็นอย่างใกล้ชิด  จนเสร็จสิ้นออกมาสวยจนเฮียมูเห็นปุ๊บ อนุมัติมาปั๊บ

ขอบคุณมากค่ะพี่แป๊ด 

 


Lexington

 

วันนี้ได้รับอีเมลจากซิลก์โรด เอเย่นลิขสิทธิ์ที่ดูแลการติดต่อหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ ให้เราแจ้งมาว่า 

"ผู้เขียนได้อนุมัติปกที่ส่งให้เรียบร้อยแล้ว" 

กรี๊ด เฮียมูดูเองเลยเหรอ ปลื้มสุดๆ

ปกเล่มสุดท้ายในชุด "แฟนมูราคามิรวมหัว" เล่มนี้ ออกเฉดสีแดงฉาน 

เบื้องหลัง และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการถ่ายทำแสนสนุกสนาน เพราะเรายกกองถ่ายทำไปถ่ายกันถึงดาร์จีลิ่ง ประเทศอินเดีย (ฮ่า) ในเรือนพักบูติกของไร่ชาที่ตกแต่งออกแนวอังกฤษจ๋า 

ส่วนนางแบบ ไม่ต้องหาที่ไหนไกล เจ้าสำนักเปลี่ยนหมวกอีกรอบเดินหมุนตัวผ่านกล้องที่ตั้งความเร็วต่ำจนหน้ามืด  ต่อด้วยการปรับแต่งสีอีกเล็กน้อยลดความหวานเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าถ่ายในทริปฮันนีมูนครั้งที่ 500   โปรยตัวหนังสือชื่อเรื่องลงไปให้ลอยละล่อง เป็นอันเสร็จสรรพ

ตอนนี้ก็เหลือรอต้นฉบับจากแม่งานและบรรณาธิการมาพิสูจน์อักษร จัดหน้ากันต่อ คาดว่าน่าออกทันงานหนังสือเดือนมีนาคมค่ะ  

 


 

Run
 
วันนี้ส่งจดหมายข่าวแจ้งสมาชิกของเว็บไซต์กำมะหยี่ให้ทราบว่า
"เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" 
พิมพ์เสร็จเรียบร้อย
วางแผงแล้วในงานหนังสือตุลา ๕๒
ที่บูธต่างๆ ที่แจ้งไว้ด้านบนค่ะ 

 


 

running

 

วันนี้แว่บเข้ามาอัพเว็บล่วงหน้า ใส่ข้อมูลของ "วิ่งไปบ่นไป" ที่ได้รับการตั้งชื่อใหม่จากผู้แปลว่า "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" พร้อมตัวอย่างให้อ่าน เพราะสองอาทิตย์หน้าจะไม่อยู่ประจำการค่ะ

เหตุที่ต้องมาอัพกันล่วงหน้าก่อน เพราะตอนนี้พวกเราชาวกำมะหยี่กำลังลุ้นกันอยู่ว่า "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" หรือ What I Talk About When I Talk About Running ฝีมือการแปลของคุณนพดล เวชสวัสดิ์ ที่หลายคนถามถึงจะออกทันงานหนังสือตุลาคมนี้หรือเปล่า

สถานการณ์ล่าสุด ตอนนี้เนื้อในตรวจดิจิตอลปรู๊ฟเรียบร้อยแล้ว โรงพิมพ์ลงเพลตรอหน้าปกอยู่

ส่วนหน้าปกที่เรารอคอย ตอนนี้อยู่ระหว่างรอคำอนุมัติจากเอเย่นต์เจ้าของลิขสิทธิ์ที่ญี่ปุ่นอยู่  เราส่งไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ปกติจะได้รับคำตอบรวดเร็วกว่านี้ แต่คาดว่าตอนนี้เขาอาจจะยุ่งๆ อยู่กับมหกรรมหนังสือที่แฟรงค์เฟิร์ตเลยไม่ส่งคำตอบมาเสียที

ทางโรงพิมพ์ของเราก็น่ารัก บอกว่าจะพยายามทำงานให้เสร็จก่อนงานหนังสือจะสิ้นสุด  แต่ถ้าคำอนุมัติยังไม่ตกมา เราก็ไม่กล้าส่งไฟเขียวให้เริ่มพิมพ์ปกนี้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เราก็อุ่นใจอย่างหนึ่งว่า ในงานหนังสือครั้งนี้ แฟนๆ ของพี่มุจะได้อ่าน "คำสาปร้านเบเกอรี" รอไปพลางๆ ก่อนได้

ใช่มั้ยคะ


 

วันนี้วางหมวกนักแปลเอาไว้ก่อน เดี๋ยวบ่ายๆ ค่อยหยิบมาใส่ คว้าหมวกเจ้าสำนัก ตรวจเลย์เอาต์ภาพประกอบของต้นฉบับ "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" หรือ What I talk when I talk about Runing เหลือเติมข้อมูลอีกเล็กน้อย  สรุปปกกันสักหน่อย 

แล้วก็ ชะแว้บ เปิดไฟเขียวเข้าโรงพิมพ์ได้เลย สักกลางอาทิตย์หน้า ตามกำหนดที่วางไว้คร่าวๆ

ส่วน "คำสาปร้านเบเกอรี" ป่านนี้น่าจะ สุก เอ๊ย...เสร็จเรียบร้อย เตรียมส่งสายส่งได้แล้ว (คาดเดาเฉยๆ ไม่กล้าถามผู้ดูแล เดี๋ยวจะโดนกล่าวหาว่าตามจิกงาน -- ไม่ใช่หรอก แต่ใกล้เคียงนิดๆ   แหม.. ช่วงเวลาหนังสือออกจากโรงพิมพ์เนี่ย ไม่ว่าจะเล่มที่หนึ่งหรือเล่มที่ 14 ความรู้สึกตื่นเต้นไม่เคยลดน้อยลงเลย ไม่รู้ทำไม สงสัยเป็นความบ้าเห่อ)

วางหมวกเจ้าสำนัก หยิบหมวกเว็บมาสเตรสส์ วันนี้ต้องปิดรอยรั่วของเนื้อหาฝั่งภาษาอังกฤษของเล่มเกเก้ เส้นแสง และเบเกอรี ให้เรียบร้อย ถึงเราจะไม่มีงบส่งทีมงานไปล่าลิขสิทธิ์หนังสือที่เมืองแฟรงเฟิร์ตเหมือนใครเขา แต่เราเริ่มติดต่อหาหนังสือสำหรับปีหน้าและปีต่อๆ ไปแล้ว ดังนั้น หน้าเว็บที่เปรียบเสมือนหน้าบ้านและในบ้านของเราควรจะมีข้อมูลให้บรรดาแขกเหรื่อชาวต่างประเทศเข้ามาทำความรู้จักอย่างครบถ้วน เมื่อคืนหัวหน้ากองบรรณาธิการแปลเนื้อหาภาษไทยเป็นอิงลิชให้แล้ว ตรวจสอบชื่อเรื่องในภาษาอังกฤษบางจุดสักเล็กน้อย แล้วก็ตัดแปะได้เลยแทบจะสำเร็จรูป

คนที่คลิกมาเพราะ 1Q84 เริ่มเบื่อแล้วใช่มั้ยคะ ... เอ้า เข้าเรื่องเสียที  ต่อไปนี้เป็นความเป็นมาเป็นไป เบื้องหลังการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเล่มหนา 2 เล่ม 1 เรื่อง ชุดนี้

1Q84

 

ในฐานะที่เราติดตามงานของฮารูกิ มูราคามิมาตลอด เมื่อข่าวคราวของ 1Q84 มาถึง เราก็เริ่มติดต่อเอเย่นต์ขอซื้อทันที ต่อมาได้ทราบข่าวว่ามีสำนักพิมพ์อีกแห่งหนึ่งติดต่อขอซื้อไปเช่นกัน 

 การประมูลลิขสิทธิ์จึงเปิดฉากขึ้น

การประมูลครั้งนี้ไม่ได้ทำขึ้นในห้องประมูล มีค้อนทุบอย่างในหนัง  แต่เป็นการประมูลเสนอราคาแบบทางไกลระหว่างประเทศไทยกับอินเดีย ขณะที่ฉันกำลังอยู่บนถนนที่มีเสียงแตรกระหึ่ม เพื่อไปขึ้นเครื่องบินกลับบังกาลอร์หลังพักร้อนแถวดาร์จีลิ่ง คุณแอนส่งอีเมลเข้ามาที่ไอโฟนบอกว่าเราต้องรีบเสนอราคาประมูลไปโดยด่วน การคิดคำนวณค่าลิขสิทธิ์ของหนังสือเล่มนี้จึงทำไปพร้อมกับการเช็คอินที่นั่ง เดินไปนั่งรอขึ้นเครื่องในสนามบินกัลกัตตา

 ราคาที่เราเสนอไปนั้น เป็นราคาที่เรียกว่า กัดฟันดังกร๊อบ ให้ด้วยใจรักอย่างเดียว ตัดใจไม่สนเรื่องที่ว่าเป็นหนังสือเล่มหนาที่ขายยาก กลุ่มคนอ่านก็ไม่ได้มากมายขายได้ถล่มทลายอย่างในญี่ปุ่น และภาษาไทยไม่ได้เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเหมือนภาษาอังกฤษ 

ราคาที่เราเสนอไปนั้นเป็นราคาที่เราคำนวณคร่าวๆ แล้วว่า ไม่มีทางได้กำไร อย่างมากเสมอตัว และกว่าจะเสมอตัวเราต้องอดทนค่อยๆ ขายไปเรื่อยๆ อีกนาน  ถ้าสำนักพิมพ์คู่แข่งเสนอราคาประมูลมากกว่านี้ เขาต้องขาดทุนแน่นอน  แสดงว่าเขามีใจให้อย่างเต็มที่เหมือนกัน ...

 ถ้าเราแพ้ประมูล อย่างน้อยหนังสือสองเล่มนี้ก็ตกอยู่ในมือคนที่มีใจให้เหมือนๆ กับเรา จึงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ ไม่ว่าใครได้ลิขสิทธิ์ไป ยังไงคนอ่านไทยก็จะได้อ่าน

สุดท้าย เราก็ได้ข่าวว่าเราชนะประมูล

และตอนนี้ สัญญาลิขสิทธิ์ส่งจากเมืองไทยมายังอินเดียเรียบร้อย ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของฉัน เซ็นชื่อในนามสำนักพิมพ์กำมะหยี่เรียบร้อยแล้ว

รอส่งกลับเมืองไทย เพื่อส่งต่อไปญี่ปุ่น เพื่อส่งต่อให้ฮารูกิ มูราคามิ เซ็นชื่อและลงตราประทับประจำตัวตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่นเท่านั้น  

 


 

 เนื่องในโอกาสที่ "เส้นแสงฯ" เข้าโรงพิมพ์เรียบร้อยแล้ว วันนี้เว็บมาสเทรสสาว(น้อยแล้ว)ก็จัดแจงเปิดห้องใหม่ในเว็บสำหรับหนังสือเล่มนี้ 2 หน้ารวด  ห้องแรก ในหมวด "หนังสือของเรา" พร้อมทำตัวอย่างในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟให้ผู้สนใจดาวน์โหลดไปอ่านเรียกน้ำย่อย ก่อนหนังสือเล่มๆ จะออกวางจำหน่ายให้จับจ่ายเป็นเจ้าของในงานหนังสือสิ้นเดือนนี้

อีกห้องหนึ่งเป็นห้องรวมประวัตินักแปลทั้ง 5 คน ของหนังสือเล่มนี้ในหมวด "นักเขียนและนักแปลของเรา"  ยังไม่เสร็จสมบูรณ์สักเท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้รูปถ่ายสวยๆ หล่อๆ มาประดับเลยสักคน

ผู้ที่ต้องการยลโฉมแฟนมูราคามิที่มารวมหัวกับเราระลอกแรกนี้ อดใจรออีกหน่อยนะคะ เมื่อได้รูปของทุกคนครบแล้ว จะนำข่าวมาแจ้งเป็นลำดับต่อไปค่ะ


?

นับแต่วางแผนการทำงานเพราะต้องลุ้นว่าจะคลอดลูกคนที่สามทันงานมหกรรมหรือไม่ ทีมงานก็ขะมักเขม้นกับการทำงานในส่วนของแต่ละคน ตอนต้นสัปดาห์ฉันออกจะดีใจเพราะหายไปวันอาทิตย์วันเดียวแต่มีการประสานงานและมีความคืบหน้าของงานไปมากทีเดียว ฉันใจชื้นขนาดบอกโรงพิมพ์ว่าคงส่งต้นฉบับให้ได้ประมาณวันที่ 11 มีนาคมนี้ แต่ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรค มันจะมันส์ได้อย่างไร เดียวแต่มีการประสานงานและมีความคืบหน้าของงานไปมากทีเดียว ฉันใจชื้นขนาดบอกโรงพิมพ์ว่าคงส่งต้นฉบับให้ได้ประมาณวันที่ 11 มีนาคมนี้ แต่ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรค มันจะมันส์ได้อย่างไร

?

วิธีการทำงานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมทั้งความคาดหวังและผลลัพธ์ที่ต้องการก็แตกต่างกัน ปัญหาจะน้อยลงเมื่อปรับให้สอดคล้องกันได้ หากเรื่องใดไม่สามารถจูนกันติด ก็ต้องหาทางออก ทางแก้กันไป ปกหนังสือคงจะส่งได้ก่อนตามที่คาดไว้ ฉันว่าก็ดีนะ เพราะปกมันยุ่งยากกว่าเนื้อใน เราค่อนข้างจะตกลงกันได้ในเรื่องภาพรวม เหลือรายละเอียดปลีกย่อยที่คุณอาร์ทของเราก็ให้ความเห็นและคำแนะนำเหมือนเป็นพลพรรคกำมะหยี่เช่นเดียวกัน คุณอาร์ทเป็นแฟนตัวยงของพี่มุ (ชื่อเล่นของมูราคามิที่เราเรียกกันประจำ)ถึงกับสมัครเป็นแฟนใน facebook ทั้งๆ ที่ฉันเองใช้ facebook มาก่อนแต่ยังไม่ได้สมัครเป็นแฟนทั้งมูราคามิและมาร์จอเน่ ซาทราพิซักที (รู้สึกผิด แต่โทษพี่คอมจอยักษ์ที่ตั้งแต่ลงโปรแกรมต้านไวรัสก็เป็นไข้มาๆ หายๆ อยู่เช่นเดิม)

?

ส่วนเนื้อใน ถ้าฉันไม่เป็นโรคละเอียดทุกเม็ดขึ้นสมองก็คงจะส่งต้นฉบับได้ทันอีกเหมือนกัน แต่โรคนี้รักษาไม่หาย บางคนเรียกว่าพวกเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์หรือพวกที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ฉันเรียกว่า "อาการรู้สึกผิดถ้าไม่แก้สิ่งที่เห็นอยู่คาตา" ฉันรู้ๆ อยู่เหมือนกันว่าคนที่ทำงานกับฉันได้เป็นคนอดทนมั่กมากกกกก

?

แต่เมื่อแลกกับความภูมิใจที่ได้เห็นลูกคลอดออกมาแบบมีที่ติน้อยที่สุด ฉันก็หายเหนื่อยและหายอาการท้อใจจากความแตกต่างของฉัน ความที่ขาดความอบอุ่นต้องการคนเข้าใจ (ว่าไปนั่น)อาจจะคล้ายๆ พี่แป๊ดที่การทำหนังสือเล่มนี้ เหนื่อยจริงๆ แต่พอเห็นผลงานก็หายเหนือยเป็นปลิดทิ้ง

?

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ซึ้งใจที่คุณมิวตั้งหน้าตั้งตาแปลบทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ ที่เราเพิ่งอัพบล้อกไปไม่นานนี้ (แหะๆ แต่ขอโทษ ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยสุนทรพจน์ของพี่มุเรียบร้อยแล้ว) คุณมิวแปลตั้งแต่หนึ่งทุ่ม ประมาณตีหนึ่งเราถึงเห็นบทความที่อ่านแล้วอารมณ์ดีพร้อมรูปเสร็จสรรพ ฉันเองก็ใช้เวลาแปลสุนทรพจน์ของมูราคามิอยู่หลายชั่วโมงเหมือนกัน

?

แหม ก็จะแปลงานของนักเขียนระดับโลกทีนึง ฉันก็กลัวคนจะค่อนเอาว่า แปลไม่ดีพอนะสิ

?

แต่ฉันก็ทำได้เท่านี้แหละ ยังไงจะแว๊บไปอ่านแล้วแก้พวกตัวสะกดหรือเลือกคำให้ดีขึ้นละกันนะ

?

จากนั้นก็เป็นเรื่องราวจิปาถะ ฉันไปขนหนังสือพันกว่าเล่มเตรียมมาขายให้พี่น้อง แฟนๆ ในงานมหกรรม ได้น้องพงษ์และป้าอู๋ช่วยกันขยันขันแข็ง ถ้าฉันทำคนเดียวฉันคงล้มพับไปแน่ๆ นี่ป้าอู๋ช่วยฉันจนต้องไปซื้อเคาน์เตอร์เพนมาทา บรรเทาอาการยอกจากการเดินขึ้นลง ก้มๆ เงยๆ ส่วนปัญหาอื่นๆ ฉันก็กำลังหาทางแก้อยู่ แก้ไม่ได้ยังไง ฉันก็คงต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

?

ดีใจตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ ในสัปดาห์นี้ ฉันก็ยังไม่ท้อแท้ ทำงานต่อไป เบื่องานนี้ก็หยิบอีกงานมาทำ แล้วก็ถึงเวลาที่ฉันต้องมาสะสางเรื่องหลังบ้านแล้วล่ะ


ออกจะเป็นการเขียนบล้อกแรกในฐานะทีมงานกำมะหยี่ที่คล้ายจะบ่นๆ ปนลุ้นๆ งานหนังสือเหมือนงานโครงการ เสร็จเป็นเล่มๆ แล้วเราก็เริ่มเล่มใหม่ ปีนี้เราทำกันไปสองเล่มเรียบร้อยแล้ว (แอบบ่นว่าเหนื่อยโค-ตะ-ระ) จะว่าไปแล้ว คนที่ไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบจะไม่รู้ว่า มันวุ่นวายแค่ไหน เพราะอะไรๆ มันก็ดูจะเหมือนกันทุกๆ เล่ม แต่พอเรามีกำหนดการออกหนังสือที่ชัดเจนและเรารู้ว่ามันมีความหมายแค่ไหนที่ต้องทำให้เสร็จทันเวลา ความเครียดก็เริ่มก่อเกิด

รวมเรื่องสั้นมูราคามิเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เราตั้งใจว่าจะวางแผงกันตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้แล้ว แต่ด้วยความที่เราพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้เราตัดสินใจว่า เราจะเลื่อนการออกหนังสือไปเพื่อให้สามารถจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในจำนวนสามเล่มที่เราจะออกในปีนี้ ไม่แค่นั้นหรอกนะ ปลายๆ ปี แฟนๆ มูราคามิจะได้อ่าน What I Talk About When I Talk About Running ที่จะทำให้แฟนๆ รู้จักตัวตนของพี่มุได้เป็นอย่างดี (ชื่อเล่นที่พลพรรคชาวกำมะหยี่ชอบใช้ เพราะมันสั้นดี)

CoverFirefly กลับมาเม้าท์ถึงเล่มแรกกันก่อนนะคะ ตอนนี้เราได้หน้าปกหนังสือ เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน อันเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นจากชุดภาษาญี่ปุ่นที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Firefly, Barn Burning and Other Stories เรื่องที่เรานำมาเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่มนี้ก็คือ เรื่องสั้นที่เป็นตอนเริ่มเรื่องของ Norwegian Wood หรือชื่อภาษาไทย ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย ที่โดนใจแฟนๆ อย่างจังจนเราจะได้ดูภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายเรื่องนี้ภายในปีสองปีนี้นั่นเอง

กว่าจะมาเป็นปกอย่างที่เห็นกันนี้ ก็มีการฟาดฟันทางความคิดกันช้ำเลือดช้ำหนองไปตามๆ กัน แต่ก็จำได้ว่า หนังเรื่อง แฟนฉัน ที่มีผู้กำกับ 7 คน ก็ทะเลาะกันน่าดู เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นหนังที่ประทับใจฉันจริงๆ แล้วที่มากว่าจะเป็นปกหนังสือเล่มนี้ จะมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์ "กว่าจะมาเป็นปก" นะคะ

คนที่เหนื่อยที่สุดคงไม่พ้นแม่งานและบรรณาธิการเล่มของเรา พี่แป๊ด แฟนมูราคามิตัวยง ที่ฉันเพิ่งทราบจากคำนำที่พี่แป๊ดเพิ่งส่งมาให้จัดหน้าว่า พี่แป๊ดของเราอ่านหนื่งในเรื่องสั้นที่รวมอยู่ใน Firefly (ขอเรียกชื่อเล่นของรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่ม 1 เพื่อความเป็นกันเองนะคะ) กว่า 100 ครั้ง ก็ยังให้งุนงงสงสัย ไม่เข้าใจในปริศนาของเรื่องนี้ อีกทั้งการประสานงานกับนักแปลที่เราคัดมาเฉพาะแฟนๆ พี่มุโดยเฉพาะไม่ง่ายเลย พี่แป๊ดรับหน้าที่เป็นแม่งานดูแลนักแปลสำหรับรวมเรื่องสั้นทั้งสามเล่ม ทั้งชักชวน ชี้แนะ ตามต้นฉบับ ตรวจแก้ต้นฉบับ ทั้งยังเขียนคำนำ คำโปรยให้อีกด้วย

ตอนนี้ต้นฉบับรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่ม 1 ถึงมือคนจัดหน้าเรียบร้อยแล้ว เราพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หนังสือคลอดทันขายในงานมหกรรมหนังสือที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ถ้าใครไม่ได้ทำหนังสือ อาจจะคิดว่า "โห อีกตั้งเดือน ทำไมจะไม่ทัน"

"ก็มันจะไม่ทันนะสิ ถึงได้มาลุ้นที่บล้อกทีมงานอยู่นี่ไง"

กว่าจะออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มอย่างที่เราซื้อหรือยืมมาอ่านกัน ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมากมายอย่างที่ฉันซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในโลกวรรณกรรมไม่เคยรู้มาก่อน ฉันเคยแอบหัวเราะเวลาอ่านหนังสือแล้วมีการสะกดคำผิด ประมาณว่า ของแค่นี้เขียนผิดได้ยังไง พอได้มาดูแลหนังสือตั้งแต่ยังไม่เป็นวุ้นจนคลอดออกมา ก็เลยรู้ซึ้งแล้วว่า ตรวจกี่รอบมันก็เจอที่ผิดทุกที ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่ต้นฉบับที่ดูแล้วดูอีกว่ามันไม่มีผิดแล้ว พอเข้าโรงพิมพ์ได้ดูครั้งสุดท้าย ซึ่งควรจะดูเฉพาะตัวอักษรโดด กลับเจอจุดที่ต้องแก้ไขทุกที ให้ตายเถอะ

การส่งต้นฉบับตรวจแก้ไปมา ไม่ได้หมายความว่า เจอที่ผิดส่งแก้แล้วจบ แต่บางครั้งแก้แล้วเปลี่ยนใจกลับไปใช้คำเดิมก็มี หรือส่งแก้แล้วแต่คนแก้แก้ไม่ครบทุกจุด มันเป็นเรื่องปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ แต่กินเวลามาก การประสานงานจัดพิมพ์หนังสือแต่ละขั้นตอน ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเดินทาง การส่งเอกสารไปมา เป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานช้ากว่าที่คิด ยิ่งถ้าต้องให้คนขี่มอเตอร์ไซด์รับส่งเอกสารด้วยแล้ว อาจเสียเวลาไปเป็นวันๆ กว่าจะได้ข้อมูลกลับ โชคยังดีที่ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ตใช้ ถ้าไฟล์ไม่ใหญ่จนเกินไป เราก็สามารถส่งไปมาเพื่อตรวจแก้ได้ทันที พวกเราชาวกำมะหยี่รู้เป็นอย่างดี เพราะเราเจอกันเดือนละครั้งก็เก่งแล้วด้วยซ้ำไปนะ เราคุยกันผ่านวินโดว์ไลฟ์แมสเซนเจอร์ (เขียนซะเต็มยศเชียวเรา) ส่งอีเมลกันวันเป็นสิบฉบับ บางครั้งเราต้องยืนยันโดยการส่งอีเมลกลับว่าได้รับข้อมูลแล้ว เพราะบางครั้งการที่เราส่งอีเมลไป ไม่ได้หมายความว่าจะถึงผู้รับ บางทีส่งถึงแต่ผู้รับไม่ได้เปิดไฟล์ที่แนบมาอ่าน ก็ทำให้งานไม่ได้เดินไปตามที่กำหนดไว้ แต่ก็อีก ถ้ายืนยันกันทุกขั้นตอน (ซึ่งเราทำอย่างนั้นกันอยู่) ก็อาจก่อให้เกิดความรำคาญกันในหมู่ทีมงาน ประมาณว่า "เอ๊ะ ทำไมยังไม่ตอบ เอ๊ะ ยังไม่ได้รับเหรอ อ้าว ส่งไฟล์ผิด)

วันนี้ฉันเขียนกำหนดการโดยละเอียดส่งเมลให้บรรดาทีมงาน ขอให้ทุกคนรักษากำหนดการที่ตั้งเอาไว้เพื่อเราจะได้เห็นรวมเรื่องสั้นพี่มุเล่มนี้ วางเคียงกับหนังสืออีกสามเล่มของพี่มุที่กำมะหยี่จัดพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว ให้บรรดาแฟนๆ ชื่นใจ และพวกเราเหล่าทีมงานมีรอยยิ้มให้กับลูกของเราเล่มนี้ ให้รอยยิ้มทำให้อาการขุ่นข้องหมองใจ อาการหงุดหงิดที่ตามจริ้งตามจัง หายไปจากหัวใจของคนรักหนังสืออย่างเราทุกๆ คน

ช่วยลุ้น เป็นกำลังใจกับพวกเราด้วยนะคะ

 เรายังคงเชื่อมั่นในความอัศจรรย์ของมนุษย์...  (ของโรงพิมพ์ ของสายส่ง ของคนจัดหน้า ของพิสูจน์อักษร ของบรรณาธิการ ของคนออกแบบปก)

 


<< Start < Prev 1 2 Next > End >>
 
 

Login

ใครกำลังออนไลน์

No Users Online

www.gammemagie.com
Gamme Magie Editions