วันนี้เป็นวันเตรียมงานก่อนวันแรกของสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 37 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนังสือของกำมะหยี่ได้พื้นที่โชว์ตามบูธต่างๆ ... เราโตขึ้น ...จากครั้งแรกที่เห็นคณิตศาสตร์ รส. อยู่บนชั้นที่บูธของอมรินทร์ อาการตื่นเต้นดีใจทำให้ความรู้สึกขุ่นมัวใดๆ ที่เกิดก่อนหน้าไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว ...ครั้งที่ผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้ว กำมะหยี่มีน้องๆ นักศึกษามาช่วยงาน ช่วยขนของ แจกมินิบุค ...คราวนี้ ครั้งที่สามที่กำมะหยี่เติบโตเท่าตัวจากปลายปีที่แล้ว หนังสือกำมะหยี่พันกว่าเล่มได้กระจายตามบูธพันธมิตรดั้งเดิมและรายใหม่ที่เราเพิ่งสร้างสัมพันธ์ (และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ดูแลกันและกันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ)
งานใช้แรงงานอย่างการขนหนังสือไปตามบูธไม่ได้ง่ายอย่างที่คนวงนอกคิด เหมือนๆ กับหลายๆ งาน หลายๆ หน้าที่ ที่ถ้าไม่มาสวมบทบาทนั้นเองจะไม่มีวันเข้าใจเลย
วันนี้ได้เล่าให้ผู้ร่วมงานฟังถึงประสบการณ์แต่หนหลังที่ไม่เกี่ยวกับกำมะหยี่ แต่ก็เหมือนกับเรื่องการสวมบทบาทที่แต่ละคนก็มีบทบาทต่างๆ กันไปเรามักจะคิดกันว่างานของเรายากกว่าใคร แต่พอได้สลับบทบาทกันเมื่อไหร่ ไม่ว่าเนื้องานใดก็มีความพิเศษ รูปแบบของปัญหา การจัดการต่างๆ กันไป
"ลูกน้องไม่เคยเป็นนาย ก็จะไม่เข้าใจนาย แต่นายเคยเป็นลูกน้อง นายมีหน้าที่เข้าใจลูกน้องอย่างเดียว"
การขนหนังสือในความหมายของคนทั่วไปคือ

- ขนหนังสือใส่รถ
- ขับรถมาที่ศูนย์สิริกิติ์
- จอดรถ
- ขนหนังสือจากรถไปที่บูธ
- ตรวจความเรียบร้อย ออกเอกสารเป็นหลักฐาน
มันจะยากอะไร
เรามาเริ่มต้นกันที่ขั้นตอนแรก
ขนหนังสือใส่รถ วันนี้สามชีวิตขนหนังสือจากสองโกดัง(จำเป็น) รถคันที่หนึ่งขนหนังสือสี่หัว(เรื่อง)จากโกดัง 1 ไปที่โกดัง 2 ขนถ่ายหนังสือบางส่วนไปที่โกดัง 2 และช่วยขนหนังสืที่โกดัง 2 ขึ้นรถคันที่สอง ของที่ขนก็มี หนังสือ(แน่ๆ ล่ะ) ชั้นวางหนังสือถอดประกอบได้ แผ่นโฟมลูกฟูก วัสดุสำนักงานไม่ว่าจะเป็นกรรไกร คัตเตอร์ สก็อตเทป แบบฟอร์มตรวจนับ ใบส่งของ ใบราคาสำหรับลูกค้าและสำหรับบูธ โปสเตอร์ภาพปกหนังสือ มินิบุค พลาสติกม้วนสำหรับห่อหนังสือ และเก้าอี้พับได้อีก 2 ตัว เราขนกันหนึ่งชั่วโมงครึ่งรวมทั้งตรวจนับยืนยันก่อนออกจากโกดัง
รถทั้งสองคันเดินทางสู่ศูนย์สิริกิติ์ ถึงไม่พร้อมกันแน่นอน จะจอดที่ไหนดีถึงจะขนหนังสือสะดวกที่สุด แล้วจุดที่สะดวกเราจะได้ที่จอดมั้ย จอดได้รึเปล่า สารพัดคำถามที่ต้องคิดเพราะการขนหนังสือจากรถเวลาบ่ายสาม แดดกำลังแผดเผาทุกชีวิตยิ่งในช่วงโลกร้อน น้องที่มาถึงก่อนเตือนผ่านสายโทรศัพท์ว่า "อากาศร้อนมากเลยครับ"
รถคันที่สองถึงศูนย์สิริกิติ์ก่อนหลังจากผ่านวิกฤตรถติดทุกเวลาในกรุงเทพฯ เข้าประตูสี่แล้วรีบหักซ้ายเข้าบริเวณเฉพาะสำหรับสมาชิกเซเรเนด โชคดีอย่างยิ่งที่คนขับใช้บริการมือถือมากพอจะได้อภิสิทธิ์นั้น พวกเรากะกันว่าตำแหน่งนั้นเป็นตำแหน่งจอดรถที่เหมาะที่สุดแล้ว เราทยอยขนของใส่รถเข็นพับได้ซึ่งเพิ่งไปถอยมาจากแมคโครเมื่อวานนี้เอง เข้าไปในบริเวณศูนย์ฯ รถเข็นผ่านเข้าไปไม่ได้เพราะน้ำหนักหนังสืออาจมีผลต่อพื้นบริเวณที่ต้องเข็นผ่าน ด้วยวาทศิลปหรือมนตร์จากลมปากนำเราผ่านไปจนถึงบันได โอ แม่เจ้า! แรงงานคนแก่อีกแล้ว เรายกของทุกชิ้น หนังสือทุกเล่มขึ้นบันไดประมาณ 15 ขั้น ยกรถเข็นขึ้นไป แล้วจึงนำของใส่บนรถเข็นอีกครั้ง คราวนี้สบายแล้ว ถึงจุดหมายแรก
งานนี้ใช้คนไวท์คอลล่าร์ 3 คน คนแรกมาจากบูธมารับของที่รถเข็นและพาไปที่บูธแบบที่ไม่ต้องงมหาทาง คนที่สองนั่งรถมากับคนขับรถ ส่วนคนที่สามเป็นหญิงอึดสู้ทุกงานแกร่งทุกสภาพถนน(เอ้ย ไม่ใช่!)
คนขับรถคันที่สองโทรศัพท์นัดแนะกับรถคันแรกให้มาถ่ายของที่บริเวณที่รถคันที่สองจอดอยู่ แค่ยืนอยู่ด้านนอกศูนย์รับรังสีอุลตร้าไวโอเลตเต็มที่ก็เหนื่อยและเพิ่มความร้อนให้อุณหภูมิของอารมณ์ รถคันแรกมารยาทดีไม่กล้าตามน้ำเลี้ยวซ้ายเข้ามาในบริเวณต้องห้าม โทรกันไปมาพักใหญ่ก็บอกให้เบ่งไปเลย เรามีบัตร พระเจ้าอยู่ข้างเรา รถคันแรกจอดเกือบติดกับรถคันที่สองเลย
เพื่อความสะดวก เราขนถ่ายหนังสือจากคันแรกมาที่รถคันที่สอง หากต้องขนหนังสือจะได้มาที่จุดเดียว จากนั้น ชายหนุ่มสองคนครึ่งก็เข้าออกขนหนังสือไปมา ผ่านร้อน (นอกศูนย์) ผ่านหนาว (อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศในศูนย์) เจอบันได ขนขึ้น เจอบันไดอีก ขนลง
หนังสือมันเยอะ ขนเที่ยวเดียวได้ทีละบูธ เรามีพันธมิตรทั้งหมด 5 บูธแปลว่า ขนอย่างน้อย 5 เที่ยว
คนเรามักจะฉลาดหลังจากโง่มาก่อนเสมอ อยู่ที่ใครจะนำบทเรียนมาสอนตัวเองได้เร็วกว่ากัน หรือต้องเรียนซ้ำชั้นไม่รู้จบ
เราเพิ่งนึกได้ว่า บางบูธที่เราต้องขนหนังสือไปส่ง อยู่ใกล้กับทางออกทางอื่นมากกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงควรขนไปยังบูธใกล้ๆ ให้หมดก่อนแล้วจึงขับไปจอดหน้าอีกประตู เพื่อขนหนังสือไปบูธที่ใกล้ประตูนั้น
นั่นคือความสมบูรณ์แบบ ขนไปบูธหลักก่อน แล้วจึงไปบูธรอง ที่ไหนได้ รีบเอาหนังสือจากบูธหลักไปส่งบูธอื่นๆ ก่อน แล้วก็ย้ายรถไปที่ใหม่ แต่ยังต้องขนหนังสือไปบูธหลักอีก คนขนก็เหนื่อยไป รถเข็นมีคันเดียว ตอนซื้อก็ตัดใจแล้วนา แต่พอขนจริงคราวนี้อยากมีสักสองคัน ไว้ปีหน้าถ้ามีสองคันจะน้อยไปมั้ยหนอ
พลพรรคสำนักพิมพ์กำมะหยี่และเพื่อนพ้องทุกคนขนหนังสือกันหมดทั้ง 7 คน คนเขียนบล้อกดูจะขนน้อยที่สุดเพราะกำกับภาพรวม ชั้นวางหนังสือประกอบได้เรียบร้อยรึยัง จะตั้งไว้ตรงไหน ส่งหนังสือครบมั้ย เอกสารตรงรึเปล่า ตามหารถ คนและรถเข็น มีส่งหนังสือเกิน-ขาดแล้วทำไง ดีที่แก้ไขทัน (เชื่อฉันสิ บางทีนับตั้งสามครั้งยังมีผิดเลย มันเป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ) ติดต่อบูธที่คุยกันไว้ บางบูธที่เข้าใจว่าได้ก็ไม่ได้ บางบูธที่ไม่คาดคิดก็ได้ขึ้นมา แถมเป็นแฟนหนังสือสำนักพิมพ์กำมะหยี่แต่อ้อนแต่ออก แต่เราเพิ่งพบกัน วาสนาของเรานี้หนอ ใจของเราอยากให้ทุกบูธรับ "ลูก" ของเราไปเลี้ยงดูทั้งหมด แต่เราก็เข้าใจ บางบูธรับดูแลได้จำกัด แต่ "ลูก" เราจะอยู่ดีกินดี แค่นี้เราก็พอใจแล้ว
บางบูธจะรีบปิด เราเลยต้องรีบลัดคิว ส่งหนังสือไปบูธนั้นก่อน แถมยังทาบทามแล้วยอมให้เรานำโปสเตอร์ไปติดด้วย อารามดีใจ แทนที่จะได้จัดหนังสือที่บูธหลักก่อน กลายเป็นส่งหนังสือให้บูธหลักหลังสุดแถมโปสเตอร์ที่อยากได้มาติดก็เอาไปติดอีกบูธ โถ คนเรา โปสเตอร์ทำมาตั้งหลายแผ่น หลายขนาด แต่ขนาดถูกใจนี่ใครๆ ก็ชอบเหมือนกันซะอีก เหมือนเวลาพวกผู้ชายรุมจีบผู้หญิงคนเดียวกัน ยังไงยังงั้นเลย เฮ้อ!
คนเขียนบล้อกวิ่งรอกรอบศูนย์ สอบถามใครอยู่ที่ไหน แย่งกันใช้รถเข็นเป็นพัลวัน คนสำคัญสองคน คนนึงมือถืออยู่ในรถ อีกคนแบตหมด ที่นี้จะทำไงล่ะ ที่จอดรถหายากจะได้แล้วคนขนกับคนขับหากันไม่เจอ สรุปว่าคนขับแก้ปัญหาฉลุย ขับไปจอดตรงที่ห้ามจอดแล้วก็ขนหนังสือ (โดยไม่ใช้รถเข็น) ไปส่งที่บูธ ตรวจสอบความเรียบร้อย ดูเรื่องเซ็นเอกสาร อธิบายเรื่องราคาและรายละเอียด ออกใบส่งของ แถมยังไปเที่ยวขอยืมที่ชาร์จแบตและขออาศัยชาร์ตแบตที่บูธโทรประสานงาน
อีกคนก็หารถจนเจอแต่เอาของในรถออกมาไม่ได้ เดินงุ่นง่านอยู่พักใหญ่ พอสายเรียกเข้ามา (หลังจากชาร์ตแบตได้แล้ว) ความวึ่นวือก็คล้ายจะสิ้นสุดลง
ตบท้ายด้วยการเคลียร์เอกสาร ส่งหนังสือเต็มสตีมให้บูธหลักกันน้อยใจแล้วก็ไปช่วยกันประดับประดาบูธหลัก จัดหนังสือที่ชั้น วางซ้าย ตั้งขวา ทำยังไงนะ คนจะซื้อมากที่สุด
หนึ่งในทีมงานรุ่นเดอะ ขยันขันแข็ง เหงื่อโทรมกาย กรุณามาช่วยแบบกิตติมศักดิ์แต่ใช้แรงงานแบบจ้างมาเต็มเวลา ตะคริวกินทั้งสองข้าง ขอตัวกลับไปดูแลตัวเองก่อน ไม่แค่นั้น กลับถึงบ้านเจอน้องหมาสุดเลิฟป่วยอย่างแรง ทั้งอ๊วกและถ่ายไม่ปกติ จากที่เพิ่งเป็นตะคริว ขาล้า เหนื่อยแสนเหนื่อยต้องอุ้มน้องหมาไปหาหมออีกตั้งไกล ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

คนเขียนบล้อกขอถือโอกาส ณ ที่นี้ ขออภัยหากได้ล่วงเกิน จาบจ้วงผู้ใดทั้งกาย วาจาและใจ แต่ด้วยต้องการให้งานวันนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ตาโต เสียงแข็ง ออกจะกระโชกโฮกฮาก(มากไป)หน่อย แต่จิตใจอ่อนโยนนะ เจ้าคะ
เก้าอี้สองตัวที่แบกไปได้ใช้จริงๆ หลังจากเหนื่อยกันมาทั้งบ่าย ได้หย่อนบั้นท้ายสัมผัสแผ่นหนังวัวแท้ที่แสนนุ่ม ก็ทำให้คนนั่งหายเหนื่อยและอารมณ์ดีขึ้นเยอะเชียวล่ะ ไม่เชื่อลองถามคนนั่งดูสิคะ
เห็นใจคนที่ดูแลบูธ อยากให้ยืมเก้าอี้เหมือนกัน แต่มูลค่าเก้าอี้มันเท่ากับราคาขายหนังสือเล่มใหญ่ซัก 20 เล่มนะสิ งานหนังสือน่ะ คนไม่เอาหนังสือหรอก แต่ของอื่นน่ะ ไม่แน่
แต่ไง ฉันก็ติดเก้าอี้ตัวนุ่มไว้ในรถทั้งสองตัวนะ เผื่อได้ไปส่งหนังสือเพิ่มเติม จะแวะเอาไปให้คนที่บูธนั่งให้ชื่นใจเป็นครั้งคราว
เชื่อฉันเถอะ อะไรเล็กๆ เนี่ยล่ะ สำคัญนัก



